319 Days Aupair life in Germany 3

 

 

      และแล้วก็มาถึงตอนสุดท้ายกันแล้วนะพวกเร๊าาาาา!!! 555+ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว อ่านต่อเลยเน๊าะ ไหวมั้ย ไหวมั้ย ?? ตอบมาซิ่ว่าไหววว 555+

 

First impression 

 

            เมื่อไปถึงประเทศเยอรมนีที่สนามบิน Düsseldorf วันนั้น เป็นวันอาทิตย์ที่ 17  สิงหาคม  2558  เวลาประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง โอสก็มารับ ต่างฝ่ายต่างดีใจกันมากๆ จ๋ามีสัมภาระเยอะมากค่ะ ประเป๋าเดินทาง 2 ใบใหญ่และที่นำขึ้นเครื่องอีก 2 ใบ เรียกได้ว่าย้ายบ้านเลยทีเดียว ตามประสาชะนีหอบฟางอ้ะนะ 555+ เวลาประมาณเกือบเที่ยงคืนก็ถึงบ้านโฮส และเมื่อถึงบ้านโฮสถึงกับอึ้ง !!!!  นี่บ้านช่ายม๊ายยยยยย!!!? ใหญ่โตจัง ตายละๆ ไม่อยากนึกเวลาที่ต้องทำงานบ้านเลย >~<! คืนนั้นกว่าจะได้นอนก็ปาไปตีสองตีสาม เพราะจัดสัมภาระนั่นเองค่ะ 

 

    

 

ความประทับใจอันดับแรกคือห้องนอนที่น่ารัก มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย   เช่น เตียงนอนใหญ่ , TV , เครื่องเล่น , CD , โน๊ตบุ๊คเครื่องเล็ก , WiFi , ตู้เสื้อผ้า , โต๊ะทำงาน , โต๊ะเครื่องแป้ง ,กระจก เป็นต้น และถึงแม้จะอยู่ชั้นสามแต่ก็ดี สงบ ชอบบบ

 

 

ก่อนมาเยอรมนีจ๋าเคยถามโฮสแม่ถึงราคาเครื่องไดร์ผมที่นี่ โฮสได้ซื้อไดร์เป่าผมมาให้จ๋าพร้อมโน๊ต Welcome เป็นการต้อนรับอย่างอบอุ่น โฮสบอกว่าให้จ๋าพักผ่อนได้  พรุ่งนี้ยังไม่ต้องเริ่มงานเพราะจ๋าคงเหนื่อยจากการเดินทาง แต่จ๋าบอกไม่เป็นไรค่ะ  เริ่มพรุ่งนี้เลย!!!!! ( มีความคึก มีความตื่นเต้น !!! 555+ ) 

 

 

สมาชิกของบ้าน 

( ขออนุญาตใช้ชื่อสมมุติ ซึ่งเป็นชื่อภาษาไทยที่แปลมาจากชื่อจริงนะคะ ) 

 

โฮสพ่อชื่อคุณ เดเนล รองผู้จัดการบริษัทใหญ่ในเมือง Paderborn บินไปทำงานที่จีนและแม็กซิโกเป็นว่าเล่น 

 

โฮสแม่ชื่อ คุณนางฟ้า เป็นคุณครูสอนภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และเป็นวิทยากรทางการศึกษาทั้งสองคนอายุ 36 ปีค่ะ มีลูกสาว 1 คน 

 

ชื่อ ทุ่งหญ้า อายุ 16 ปี สาวน้อยแสนสวยผู้มีหน้าตาและเรือนร่างที่แบบ...."ชั้ล...อิจฉาหล่อนมาก!" 555+ 

 

และลูกชาย 1 คน อายุ 8 ขวบ  ชื่อ น้องโชคดี คนนี้แหละที่จ๋าต้องไปดูแล 

 

และคุณยาย ขอเรียกว่าโอมา ( แม่ของโฮสแม่ ) อยู่บ้านติดกันค่ะ 

 

น้องหมาสองตัวพันธุ์ชิวาว่า ชื่อฮูโก้และบีบี้

 

         ก่อนนอนจ๋าได้เอาซองของฝากไปวางไว้หน้าห้องของแต่ละคน ของฝากจากเมืองไทยที่ได้ให้โอมา โฮสพ่อกับโฮสแม่ก็คือ ผ้าพันคอลายไทย เช่น ลายช้าง จ๋าไปซื้อมาจากตลาดใหญ่หน้าเซลทรัลพัทยาทั้งหมด 12 ผืนค่ะ แค่ 1,000 ฿.  แต่สวยหรูดูแพงคุณภาพดีเหมาะกับเป็นของฝาก ขนมา 10 ผืน !!! ของฝากสำหรับพี่สาวคนโตเป็นชุดเดรส และของคนเล็กคือหมวกปักชื่อของเค้าค่ะ 

 

 

 

วันแรกของชีวิตออแพร์ 

 

           หลังจากนอนไปได้ 3 ชั่วโมงก็ถูกปลุกด้วยเด็กชายอายุ 8 ขวบผมทองหน้าตาน่ารัก เค้ามาปลุกจ๋าถึงในห้องในเช้าวันแรกและเข้ามากอด โอมามาทักทาย และจ๋าก็ได้มอบของฝากให้เค้า เค้าชอบผ้าพันคอสีครีมลายดอกไม้วินเทจที่จ๋าให้เค้าไปมากๆ เพราะเค้าเป็นสาวแก่ที่สวย ดูเท่ห์และชอบสไตล์วินเทจ จากนั้นเราก็ไปทานอาหารเช้าด้วยกัน ในวันแรกจ๋าเรียนรู้งานเล็กๆน้อยๆ ยังไม่ได้เริ่มแบบจริงจังเท่าไหร่ 

 

 

 

          จ๋าจะเขียนสรุปเลยนะคะว่าวันๆจ๋าต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งอาจมีการคาดเคลื่อน หรือเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ในแต่ละวันก็จะคล้ายๆกัน แต่สรุปแล้วอาทิตย์นึงจะทำงาน  30  ชั่วโมงพอดีค่ะ 

 

 

ตารางการทำงาน

06:30 น. 

ตื่นมาเตรียมอาหารเช้า 

 

06:45 น. 

ปลุกน้องมาทานอาหารเช้า , ทำแซนด์วิชและผลไม้ใส่กล่องเพื่อน้องจะได้กินช่วงพักเบรค , จัดเตรียมเสื้อผ้าให้น้อง 

 

07:20 น. 

น้องไปแปรงฟันและแต่งตัว 

 

07:30 น. 

น้องเดินไปโรงเรียนกับเพื่อนๆ 

 

07:30 - 10:30 น.

ไปนอนต่อ 5555+ 

 

10:30 - 12:30 น.

ทำงานบ้าน ทำกับข้าว เตรียมอาหารกลางวันให้น้องค่ะ และพาหมาไปเดินเล่น

 

12:30 - 13:30 น.

ทานอาหารกลางวันค่ะ น้องมีเพื่อนสนิทคนข้างบ้านมาทานด้วย เท่ากับช่วงบ่ายจ๋าต้องดูแลเด็ก 2 คน 

 

13:30 - 15:30 น.

น้องๆ ทำการบ้าน ถ้าเสร็จไวก็ต้องฝึกกีตาร์  15 นาที อีกคนนึงอ่านหนังสือ พอเสร็จแล้วจึงจะสามารถเล่นเกมส์ได้ หลังจากนั้นก็จะมีคอร์สเรียนกีต้าร์บ้าง มีคุณครูมาสอนถึงที่บ้าน , กีฬา , ศิลปะ หรือไปเล่นกับเพื่อนๆแถวบ้านค่ะ บางวันก็มีทำงานเกินเวลามา 1 ชั่วโมงบ้างเหมือนกันนะ แต่โฮสก็ให้วันหยุดเพิ่ม 

 

หลังเลิกงาน จ๋าก็อาบน้ำ แต่งตัว ไปเรียนภาษา, คอร์สเต้น, วิ่ง , เดินเล่นในเมือง ผลัดกันไปประมาณนี้ค่ะ 

 

 

วันเสาร์-อาทิตย์ จ๋าได้หยุดค่ะ ไม่ต้องทำงาน เกือบทุกเย็นวันศุกร์ก็จะแพ็คกระเป๋าไปเที่ยวฮัมบรูกแล้วกลับมาถึงบ้านกลางดึกวันอาทิตย์ค่ะ 

 

 

เรื่องเปิ่นๆที่เกิดขึ้นจริง 

 

          มันไม่ง่ายเลยกับการต้องไปไหนมาไหนเองในเยอรมนี ภาษาเราก็ดีซะด้วยซิ่ !!! 555+ ประชด!!! นี่คือเรื่องเปิ่นๆ หน้าแตก ที่เกิดขึ้นตอนที่เป็นออแพร์ค่ะ 

 

ยกตัวอย่าง เช่น  

 

เหตุการณ์แรก : รถบัสอยู่ไส??? !!!! 

 

          เนื่องจากป้ายรถบัสที่ขึ้นมาแล้ว 2-3 ครั้ง ได้ประกาศว่ามีการซ่อมแซมถนน ดังนั้นใครที่ขึ้นป้ายนี้ หมายเลขรถบัสนี้เป็นประจำ ต้องย้ายไปขึ้นป้ายอื่น ซึ่งไกลไปอีก.....วันนั้นต้องไปเรียนภาษา และไม่มีใครอยู่บ้านแต่โฮสเขียนแผนที่ไว้ให้ เชื่อมั้ยคะว่า เป็นแผนที่ที่บัดซบยิ่งกว่าตอนที่เปลือกโลกเปลี่ยนตำแหน่งอีกค่ะ 5555+ ใช้เวลาในการเดินหาป้ายรถบัสนั้นประมาณ 2 ชั่วโมง เดินทั่วหมู่บ้านและบริเวณ 4 แยกไฟแดงใกล้บ้านเลยค่ะ ถามคนนั้นคนนี้ ไม่มีใครบอกถูกซักคน! ฮ่วย!!! นี่คนพื้นที่จริงปะเนี่ยะ?!! 5555+ จนสุดท้ายตัดสินใจเดินไปKFC ( ซึ่งก็เดินไปมาละ 3 รอบ เพราะมีป้ายรถบัสหน้า KFC ) ตัดสินใจเดินเข้าไปถามผู้ชายที่หล่อที่สุดที่ลานจอดรถ เค้าก็อธิบายนะว่าไปตรงนี้ ตรงนี้ นี่ก็ไปนะ พอเดินๆไป นางบีบแตร "ยู!!!ขึ้นมา เดี๋ยวไปส่ง" คนหล่อแปลกหน้าถามแบบนั่น ถามว่านี่ไปมั้ย!!!??......."ไปค๊าาาา!!! ก้าวขาขึ้นรถไปอย่างรวดเร็วมากกกกก 5555" เออ...แล้วตอนนั้นไม่กลัวอะไรใดๆด้วยนะ ถึงแม้จะโดนฆ่าขมขืน แต่อย่างน้อยก็โดนคนหล่อขมขืน แอ๊ยยยยย >< 55555+ นางก็ถามว่ามาจากไหน มาทำอะไรที่นี่ จะไปไหน บลา ๆ ยังไม่ทันตอบเลย นางจอดรถ "อ้ะ!! ถึงล่ะ ! นี่คือป้ายรถบัสที่เธอต้องมาขึ้นนะ ขอให้โชคดี" 

 

ฟิ้วววววววว ววววว ววววว !!!! =_=! 

 

ทิ้งไว้กลางทางซิ่นะ มาเร็ว เคลมเร็วเชียว T^T

 

 

 

เหตุการณ์ที่ 2 : หลงทางคืองานประจำ

 

          เพราะ Paderborn มีผังเมืองที่ค่อนข้างว้าวุ่นมาก 555+ จึงทำให้นั่งรถไปลงผิดป้ายอยู่บ่อยๆ และมึนบ่อยมากกกก ว่าที่ไหนคือที่ไหน 

 

 

 

เหตุการณ์ที่ 3 : อย่ามาทำเป็นหวังดี !!!

 

            ก่อนเทศกาลคริสต์มาสโฮสแม่ได้ตัดกิ่งไม้มาจากการเดินป่าเพื่อจะเอามาประดับบ้านในช่วงคริสต์มาส แต่นางว่างแหมะ!!! ไว้หน้าบ้านตากลมตากฝนหลายวันละจ๋าคิดว่าลูกชายนางลากมาเล่น พอดีวันนั้นต้องเอาขยะพืชผักไปทิ้งเลยหยิบกิ่งไม้เหล่านั้นไปทิ้งด้วย นางกลับมาถึงบ้านไม่เจอกิ่งไม้วิเศษนั้นจึงถามหา เราเลยรีบบอกแบบภูมิใจมากเพราะเราได้ช่วยนางจัดการมันไปแล้วว่า "ชั้ลเอาไปทิ้งให้แล้ว อยู่ในถังขยะ" ( พร้อมยิ้มกว้างแบบภูมิใจ ) นางกุมขมับ หน้าตาดูวิงเวียนคล้ายจะเป็นลม... "Nein!!!! ไม่นะ กิ่งไม้ของชั่ล T^T" 

 

ณ จุดๆนี้แทบอยากวิ่งหนีไปให้ไกลเท่าที่จะทำได้ 55555+ 

 

จากเหตุการณ์วันนั้น ทำให้โฮสแม่เมินหน้าเราไป 3 วัน....เบา เบา ฮี่ฮี่ ^.^

 

 

เหตุการณ์ที่ 4 : น้ำป้าเชงทำพิษ!!!

 

              ฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูที่ต้นไม้ต้องการสารอาหารมาบำรุงหลังจากแห้งแล้งมานาน เนื่องจากเป็นสาวรักธรรมชาติและชอบลองอะไรใหม่ๆ เลยอยากลองทำน้ำหมักป้าเชงดู เมื่อได้ส่วนผสมเสร็จสับก็ทำการหมักน้ำป้าเชงในห้องนอนของตัวเอง ผ่านไปไม่กี่วันน้ำป้าเริ่มส่งกลิ่น กะว่าจะเอาไปทิ้งเพราะกลัวโฮสด่า พอดีวันนั้นเย็นวันศุกร์ต้องเดินทางไปฮัมบรูกอย่างเร่งด่วน เลยลืมเอาไปทิ้งค่ะ....กลับมาพร้อมโน๊ตความยาวเท่ากระดาษ A4 สวดยับเลย 5555+ แต่ที่แย่ก็คือนางบอกนางจะไม่ฟังเหตุผลอะไรทั้งนั้น นางจะไม่พูดเรื่องนี้อีก แต่จุดพีคคือ....นางเข้าใจว่านั่นคือน้ำฉี่ของจ๋า !!!! =_=" ซวยมาก! พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก พลัส ราหูอมจันทร์ ! 

 

              ทุกวันนี้ก็ยังไม่ไปอธิบายความจริงให้นางรู้นะคะ ทำไงได้....เค้าปิดโอกาสที่จะให้เราอธิบาย และเค้าเข้าใจซะแบบนั้น ก็ปล่อยเค้าไปค่ะ 55555+ 

 

 

 

เหตุการณ์ที่ 5 : ไม่ต้องมาช่วย หลบไป!!

 

             ในประเทศเยอรมนีเรามักจะเห็นคนแก่ไปไหนมาไหนได้คนเดียว เดินเนิบๆกับไม้เท้าหรือรถเข็นคู่ใจ ไปร้านค้า ไปช้อปปิ้ง ไปโรงบาลได้คนเดียวแบบ "ฉันไม่แคร์"  ลูกหลานก็ได้!!!  ถึงสังขารจะไม่ฟิตแล้วก็เถอะ!!! พอดีระหว่างรอสัญญาณไฟเขียวสำหรับคนข้ามถนน มีคนแก่เดินมาพร้อมกับจ๋า หิ้วของมาพะรุงพะรังพร้อมไม้เท้าคู่ใจ และสัญญาณไฟเขียวกำลังจำหมด แต่แกยังเดินไปได้แค่ครึ่งทาง พอสัญญาณไฟหมด !!!! รถที่รอก็เริ่มจะไม่สบอารมณ์ละ ทีนี้จ๋าก็เลยวิ่งกลับไปที่แกเพื้อจะจูงมือแกหรือช่วยถือของก็ยังดีเพราะรถติดมาก บีบแตรกันสนั่นหวั่นไหว จ๋าเลยบอกว่า"หนูช่วยนะคะโอมา" ทันใดนั้นแกบอกว่า "ไม่ต้องมาช่วย หลบไป! ชั้ลไม่ใช่โอมาของเธอ!" ก็เลยตอบเป็นภาษาไทยกลับไปว่า "งั้นเอาที่ยายสบายใจละกัน หนูจะไม่เ_ือกอีกต่อไปแล้ว" 555555+  

 

 

ยังมีวีรกรรม เรื่องตลก บ๊องๆอีกมากมาย เช่น ทักคนผิดกลางสถานีรถไฟท่ามกลางหนุ่มหล่อ ,ข้ามถนนมองซ้ายตลอด นึกว่าอยู่ประเทศไทย , สั่งไก่ย่างเป็น ขอหมาย่าง 1 ตัวค่ะ และอีกสารพัด!!! 5555+  

 

 

 

 

สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก 

จากคนแปลกหน้า กลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบ

ครัว ต่างฝ่ายจึงต้องรู้จักปรับตัวเข้าหากัน 

 

           ช่วงแรกๆของการเป็นออแพร์จ๋ายังไปไหนไม่เป็น ทำอะไรไม่เป็น ยังไม่รู้จักใคร ยังไม่ได้ตัดสินใจคบกับแฟน จึงใช้เวลาเสาร์-อาทิตย์อยู่บ้านซะส่วนใหญ่ ตอนที่ไปถึงเยอรมันจำได้เลยว่าเป็นช่วงหน้าร้อน ก็เลยได้มีโอกาสไปเดินเล่นในสวนของโอมาซึ่งห่างจากบ้านประมาณ 2 กิโลเมตรได้ ไปช่วยโอมาเก็บราซเบอร์รี่ แอปเปิ้ล ซึ่งมันสวนงามและมีความสุขมาก ทำให้คิดถึงบ้าน เพราะบ้านที่เมืองไทยเป็นบ้านสวน  มีพืชผักผลไม้นานาพันธุ์ล้อมรอบบ้าน 

 

         บางสัปดาห์ก็จะไปเดินเล่นกับโฮสและครอบครัวค่ะ ซึ่งขอบอกเลยว่าคนเยอรมัน  ขยันเดินมากๆ5555+ ยิ่งแดดออกนี่ชอบจัง 

 

        แม้กระทั่งไปวิ่ง ไปออกกำลังกาย ไปเล่นน้ำ เราก็ไปด้วยกัน 

 

        เรามักจะทำอาหารทานกัน พูดคุยกัน ไปดูหนังด้วยกัน 

 

        ตอนที่ไปต่อวีซ่า ตามจริงจ๋าต้องจ๋าค่าธรรมเนียม 100€ นะ แต่โฮสจ่ายให้หมดเลย 

 

       

         

 

 

            เค้ารู้ว่าจ๋าอยากลดหุ่น เลยซื้อเสื้อแจ็คเก็ตแบบสำหรับใส่ไปวิ่งมาให้ 

 

           มักจะมีของอะไรเล็กๆน้อยๆให้อยู่เสมอ แม้แต่ของกิน เค้ารู้ว่าเราชอบดื่มนมถั่วเหลือง ชอบทานผัก กินไก่ เต้าหู้ เค้าก็ซื้อมาให้ 

 

            ตอนป่วยก็ดูแลจ๋าดี ช่วยทำชาให้ดื่ม หายาให้ทาน 

 

            หนังสือเรียนภาษาเยอรมันซื้อมาให้ทุกสำนักพิมพ์ !!! 55555+

 

           ของขวัญมีมาให้ทุกเทศกาล 

 

         

           นี่คือสิ่งที่จ๋ารู้สึกว่า จ๋าโชคดีที่มีโฮสที่ใจดีและกันเองกับจ๋า แต่อย่างว่าแหละค่ะ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา.....

 

 

 

เพราะชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป

 

            "ชีวิต...ดี๊ดี" เกลียดคำนี้!!!! 5555+ 

 

              มันเป็นเรื่องธรรมดาค่ะที่ลิ้นกับฟันมักจะกระทบกันเป็นธรรมดา อยู่ที่ว่ามันแค่เจ็บ หรือปวดจนเลือดไหลออกมา หลังจากใช้ชีวิตแบบนั้นไปซัก 2-3 เดือน รู้สึกเริ่มเบื่อ เบื่อที่....วันหยุดแต่ไม่ได้หยุดจริงๆ เพราะโฮสมักจะลากไปโน่น ไปนี่ ( เพราะเรายังไปไหนไม่เป็น ) แล้วเวลาไปกับเค้า มันก็มีอึดอัดบ้าง มีเบื่อมีเพลีย เพราะไม่เป็นอิสระเท่าไหร่ จึงทำให้จ๋าตัดสินใจ ไปเที่ยวฮัมบรูกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกซึ่งไม่กลัวการหลงทางใดๆทั้งนั้น จะไปค่ะ!!! เพราะวันปกติก็ต้องทำงาน เจอหน้ากันตลอด ดังนั้นวันเสาร์อาทิตย์ขอไม่เจอหน้าได้มั้ยคะ? 5555+ เหมือนชีวิตไม่คุ้มมากถ้าไม่ได้ไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนเลย.....

 

 

            การที่จ๋าได้เรียนรู้การซื้อตั๋ว นั่งรถ ไปไหนมาไหนได้ ทำให้จ๋าไม่หยุดที่จะไปต่อ  จ๋าเลยไม่ค่อยได้ใช้เวลากับพวกเค้าในวันเสาร์-อาทิตย์อีกเลย แต่ในวันธรรมดาเรายังทำอาหารทานกัน พูดคุยกันไปวิ่งกันเหมือนเช่นเคย แต่จ๋ารู้สึกได้แล้วว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป และนี่ก็คือเหตุผลของการที่ทำให้จ๋ากับพวกเค้า รู้สึกห่างกันเรื่อยๆ 

 

 

            โฮสแม่เคยหลุดปากพูดมาว่า "วันเสาร์-อาทิตย์เธอไม่เคยมีเวลาให้ลูกชั้ลเลย  เธอไปเที่ยวทุกเสาร์-อาทิตย์ บางทีลูกชั้ลก็ต้องการความใกล้ชิดกับเธอ ต้องการทำกิจกรรม ต่างๆกับเธอ เช่นไปเดินเล่น เล่นเกมส์" 

 

           จ๋าเลยตอบกลับว่า "ขอโทษนะคะ  ชั้ลขอโทษถ้านั่นมันทำให้คุณและครอบครัวเสียความรู้สึก แต่เท่าที่เราตกลงกัน วันเสาร์-อาทิตย์คือวันหยุดของชั้ล ชั้ลมีสิทธิ์จะไปไหนหรือทำอะไรก็ได้ที่ชั้ลอยากทำ ชั้ลได้ใช้เวลาและอยู่กับลูกของคุณไปแล้วทั้งสัปดาห์ ดังนั้น 2 วันที่เหลือ ชั้ลต้องการพักผ่อนค่ะ" 

 

เค้าก็เงียบ................. 

 

           เพราะถ้าเวลาทำงาน จ๋าก็คือทำงาน ดังนั้นในวันหยุดจ๋า จ๋าต้องการพื้นที่ของจ๋า  เอาจริงๆในวันธรรมดาถึงแม้จะเลิกงานแล้วแต่บางครั้งจ๋าก็ต้องอยู่บ้านเป็นเพื่อนน้อง  หรือเดินไปส่งน้องไปนู่นไปนี่ ทั้งๆที่ไม่ใช่เวลาทำงาน แต่จ๋าไม่เคยคิดเล็กคิดน้อย  เพราะจ๋ามองว่า นี่คือครอบครัว แต่เรื่องวันหยุดยอมไม่ได้ค่ะ มันคือสิทธิที่เราได้ตกลงกันแล้ว และจ๋าคิดว่ามนุษย์ทำงานควรได้รับวันหยุดและใช้วันหยุดของตัวเองในการพักผ่อนกายและใจ

 

          ช่วงเวลาขอการทำงานบ้านจ๋าจะได้รับตารางมาว่า วันนี้ต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นบ้าน 3 ชั้น มีห้องนอน 5 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องครัวและทานอาหาร 1 ห้องนั่งเล่น 1 ห้องออฟฟิศ 1ห้องซักผ้า 1 ห้องเก็บของ ซึ่งทั้งหมดนี้ยังไม่รวมส่วนที่โอมาอาศัยอยู่และโรงรถนะคะ คือบ้านใหญ่แค่ไหนถามใจเธอดู =_=" 5555+ 

 

         วันๆหนึ่งต้องทำงานบ้านหนักมาก ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า นี่มาเป็นออแพร์หรือมาเป็นคนใช้กันแน่ ?? เพราะมาตรฐานคำว่า "สะอาด" ของแต่ละคนมันต่างกันค่ะ สะอาดของเราก็คือมองไปแล้วเกลี้ยงเกลา สะอาดก็คือสะอาดจะต้องแปลเป็นอะไรอีก? 

 

         แต่สะอาดของโฮสคือ เอาปลายนิ้วกรีดไปต้องไม่มีฝุ่นติดเลย !!! โอ้ววว แม่จ้าวววว!!! นึกว่ามีแต่ในละคร นี่ไง เจอละ ละครในชีวิตจริง ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร 555+ ที่สำคัญโฮสจุกจิกมาขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆเกี่ยวกับงานบ้านต่างของจ๋า ซึ่งก่อนจบโครงการประมาณ 2-3 เดือน จ๋ากับโฮสถึงกับต้องมานั่งคุยปรับความเข้าใจกันเลยทีเดียว เพราะจ๋ารู้สึกว่า "จ๋าไม่ใช่ออแพร์ แต่จ๋าคือนางซินผู้ทำความสะอาดบ้าน" เค้าบอกว่าเค้าไม่เคยคิดแบบนั้น แต่จะให้จ๋าคิดว่าอะไรได้อีกในเมื่อ ลูกชายเค้าก็หลุดปากพูดออกมา 

 

           สิ่งที่ทำให้จ๋าเสียความรู้สึกมากๆคือ ความเคารพซึ่งกันและกัน เพราะ "ความเคารพ" มันคือสิ่งสำคัญมากในสังคม ไม่ว่าคุณจะอยู่สังคมไหนก็ตาม ถ้าขาดความเคารพไป สังคมนั้นก็จะมีปัญหาทันทีค่ะ 

         

           ความเคารพที่จ๋าว่ามานี้ไม่ได้หมายความว่าให้มาไหว้จ๋านะ 555+ แต่หมายถึง การให้เกียรติซึ่งกันและกัน ว่าเลยละกัน.....

 

 

         ต่อหน้าจ๋าสอนลูกว่าต้องเชื่อฟังจ๋านะ แต่ลับหลังเค้าบอกลูกว่า "ไม่จำเป็นต้องฟังหล่อน" ซึ่งจ๋าไม่ได้มโนขึ้นมาเอง เพราะเด็กได้หลุดปากพูดกับคุณปู่คุณย่าตอนที่ไปเยี่ยมพวกท่านว่า  "พ่อบอกฉันว่า ฉันไม่จำเป็นต้องไปฟังหล่อน"  และจ๋าก็ได้พูดเรื่องนี้กับโฮส เค้าก็ปฏิเสธ และหน้าแตกนิดๆ 

 

 

        จ๋าเข้าใจค่ะว่านี่คือบ้านของเค้าและเค้ามีสิทธิ์ทุกซอกทุกมุม แต่ทุกครั้งที่จ๋ากลับมาจากพักร้อน จะต้องมีโน้ตแปะไว้หน้าห้องว่าอย่างงั้นอย่างงี้ , มีการเปลี่ยนเครื่องเล่นวีดีโอบ้างหล่ะ!!! ซึ่งจ๋ามองว่า ทำไม...ต้องทำให้เรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ ทำไมจะทำอะไรในห้องจ๋าก็ควรบอกจ๋าบ้าง 

 

 

       มีปัญหากับอินสตราแกรมของจ๋า ต้องการมาคอนโทรล เนื่องจากเมื่อก่อนจ๋าค่อนข้างเป็นคนแรงๆ จัดจ้าน ชอบถ่ายรูป sexy โชว์เต้าโชว์นม แนวยั่วยวน แต่พอโตขึ้นจ๋าก็เข้าใจและเรียนรู้อะไรมากขึ้น ว่ามันไม่ควร แต่จะทำไงได้ในเมื่อมันผ่านมาแล้วและตอนนี้ถ้าใครติดตามอินสตาแกรมของจ๋าอยู่จะเห็นได้เลยว่า น้อยมาก!!! ที่จะเห็นรูปหวือหวา และจ๋าก็อายุ 23 จะ 24 ปีแล้ว ถึงแม้ว่าสมมุติวันนึง จ๋าถ่ายรูปบิกินี่เวลาไปทะเล หรือถ่ายรูปชุดเดรสสั้นรัดรูปไปงานปาร์ตี้ จ๋าก็อยากให้ทุกคนมองว่า ไปทะเลก็ถูกแล้วที่ใส่บิกินี่  ไปปาร์ตี้มันก็ใส่แบบนี้ได้ ไม่ได้ไปวัดซักหน่อย หรือแม้ว่าบ้างครั้งอาจจะมีรูปที่ดูแล้วออกไปทางเซ็กซี่ ก็อยากให้มองว่าเป็นศิลปะมากกว่า  ซึ่ง Sexy  กับ Nude ต่างกันนะคะ คนมักจะแยกไม่ออก ถ้าเมื่อไหร่ที่จ๋าแก้ผ้าถ่างขาถ่ายรูปโชว์สาธารณะ ถึงเวลานั้นยินดีให้ทุกคนด่าอย่างเต็มใจเลยค่ะ ซึ่งโฮสก็ไปส่องอินสตาแกรมของจ๋าอยู่บ่อยๆ ทุกวันนี้ก็ยังส่องอยู่นะแต่ไม่ได้ฟอลโล่จ๋า และมาพูดว่าไม่ประทับใจที่เธอโพสภาพแบบนั้นไป จ๋าไม่รู้จะอธิบายยังไงเลยบอกว่า "คุณคงยังรู้จักฉันไม่ดีพอจริงๆ อยากให้คุณตัดสินชั้ล ณ ปัจจุบันที่ผลงานและการกระทำนะคะ และอีกอย่าง  นั่นคือพื้นที่ส่วนตัวของฉันที่ฉันอนุญาตให้คนนอกเข้ามาส่องได้ค่ะ ถ้าไม่ชอบ...ก็อย่าส่องเลยค่ะเสียสุขภาพสายตา" 

 

 

 

       และนี่ก็คือ ความเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ดุ เด็ด เผ็ด มันส์ของละครชีวิตครบรสเรื่องนี้ จะว่าไปมีเหตุการณ์ต่างๆอีกมากมายนะคะ ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียน้ำตาก้นไปเลยก็ว่าได้ แต่ไม่ว่ามันจะเป็นเหตุการณ์ที่แย่หรืออึดอัดใจกันซักแค่ไหน 1 เดือนสุดท้ายของการทำหน้าที่โฮส และ ออแพร์ เราสัญญากันว่า จะทำหน้าที่ 1 เดือนสุดท้ายให้ประทับใจและดีที่สุด เพราะเราอยากจากกันด้วยความรู้สึกที่ดี ไม่อยากเกลียดกัน ซึ่งเดือนนั้นก็เป็นเดือนที่ตรงกับวันเกิดของจ๋าพอดี ซึ่งในวันนั้น มันทำให้เราได้กู้คืนสถานการณ์ต่างๆที่ผ่านมา ที่มันแย่ให้กลับมารู้สึกอบอุ่นอีกครั้ง เป็นวันเกิดที่มีความสุขมากๆ ไม่ใช่เพราะได้รับของขวัญ แต่เพราะของขวัญที่มีค่าที่สุดคือการได้ใช้เวลาที่มีความสุขกับครอบครัวของโฮสแบบสุขใจจริงๆ 

 

 

       ในวันที่หมดสัญญาและออกจากบ้าน แฟนจ๋าได้ขับรถมาจากฮัมบูกเพื่อมาบรรทุกสัมภาระของจ๋าทั้งหมด จ๋าและครอบครัวโฮส เราได้ถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก โดยมีแฟนของจ๋าเป็นตากล้อง จ๋าพาเด็กๆไปทานแมคโดโน่ และเราก็ขับรถไปเยี่ยมคุณแม่ของจ๋าต่อที่ทางรัฐ Hessen หลังจากจ๋าย้ายเข้ามาอยู่ฮัมบรูกอย่างเป็นทางการ ก็ได้ทำของที่ระลึกและของขวัญไปฝากสมาชิกทุกคนในบ้านค่ะ แม้ว่าจ๋าจะไม่ได้ทำงานออแพร์อีกต่อไปแล้ว แต่ความมโนและความเยอะของโฮสแม่ก็ยังคงทำงานต่อไป เพราะของที่ระลึกไปถึงมือช้าและนางก็มานอยเราซะงั้น โอ๊ววว ฮ่าาา!!!! 5555+ 

 

 

Vielen Dank !! : ) 

 

 

บทเรียนจากการเป็นออแพร์ 

ขอสรุปเป็นข้อๆดังต่อไปนี้ 

 

1. เปลี่ยนเป็นคนที่มีความรับผิดชอบและกระตือรือร้นมากขึ้น เนื่องจากสังคมที่นี่บีบบังคับ  จากคนที่ขี้เกียจกลายเป็นคนที่ขยันและเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา ก่อนมาเป็นออแพร์  2-3 เดือน แม่ฝึกให้จ๋ารู้จักตื่นแต่เช้าตั้งแต่ตี  5 และขายของที่ร้านขายของชำของญาติ ทำงานจนถึง 5 โมงเย็น 4 ทุ่มต้องเข้านอน เพราะเมื่อก่อนชีวิตของจ๋าค่อนข้างไม่มีแบบแผน นึกอยากหลับอยากตื่นตอนไหนก็ตื่น ชีวิตเป็นของฉัน ว่างั้นเถอะ! 5555+ 

 

 

2. กลายเป็นคนตรงต่อเวลาและรู้จักวางแผน เพราะสังคมในเยอรมนี เรื่องของเวลาถ้าช้าไปแม้แต่ 1 นาทีถือว่า เสียมารยาทมาก !!! ดังนั้นเราจึงต้องรู้จักวางแผนให้ดี สมมุติว่าเราจะออกเดินทางไปงานเลี้ยง เราต้องเช็คแล้วว่ารถจะติดมั้ย ? อากาศเป็นอย่างไร ?  อาบน้ำกี่โมงใช้เวลาแต่งหน้าทำผมกี่นาที แต่งตัวกี่นานที ออกจากบ้านตอนไหน  รถบัสมากี่โมง  ถึงที่หมายกี่โมง....และต้องไปถึงก่อนเวลานัดอย่างน้อย  5 นาทีนะคะ แต่ถ้าให้ดี ซัก 15 นาทีกำลังดีค่ะ 30 นาทีนานไป 555+ 

 

 

3. เป็นคนมีระเบียบวินัยมากยิ่งขึ้น เพราะชีวิตของคนที่นี่ค่อนข้างมีแบบแผน ทำอะไรก็ค่อนข้างเป็นหลักเป็นการ เช่น การแยกขยะ เห็นได้ชัดมากๆ การต่อแถวเพื่อรอคิว  การนัดหมายเป็นต้น 

 

 

4. มีความอดทนมากขึ้น และรู้จักปล่อยวาง เมื่อก่อนถ้าจ๋ารู้สึกไม่พอใจอะไรจ๋าจะยอมแพ้ ปรี๊ดแตก หรือวิ่งหนีจากสิ่งนั้น เดี๋ยวนั้นเลย!!!! ทั้งๆที่ยังไม่ได้อดทนเลย พอตอนนี้เราต้องมามีเจ้านาย มีตารางงาน มีแบบแผนชีวิต และใช้ชีวิตกับครอบครัวคนแปลกหน้า มีไม่พอใจ ไม่สบอารมณ์  ไม่เข้าใจกันอยู่บ่อยๆ แต่เราก็ต้องอดทนค่ะ อดทนกับการไม่ได้รับในสิ่งที่ตัวเองต้องการ อดทนกับการต้องโดนจุกจิก อดทนกับความเยอะของคนอื่นที่มาทำกับเรา อดทนกับความหนาวเย็นของอากาศที่แปรปรวน อดทนกับการเรียนภาษาเยอรมันที่แสนยาก อดทนกับการต้องคิดถึงบ้านและครอบครัวที่ไทย อดทนกับการรอคอยเวลาที่จะได้ไปเที่ยว อดทนกับความเสียใจเมื่อวันหยุดได้หมดลงอีกครั้ง นี่แหละค่ะ! สารพัดความอดทน ตราบได้ที่ไม่ได้โดนเอาเปรียบอยู่ฝ่ายเดียวจนไม่เหลือความเป็นคน จงรู้จักอดทนค่ะ !!!!  รวมถึงเรื่องการปล่อยวาง ไม่ว่าจะปล่อยวางจากคำพูดแย่ๆหรือคำนินทราสารพัดเกี่ยวกับตัวจ๋า หน้าบาน ไม่สวย  อ้วน  บลาห์ๆ  จ๋าไม่เคยแคร์อีกเลยค่ะ เพราะเวลาของจ๋าทุกนาทีมีค่ามากๆ ดังนั้นถ้าจ๋าเอาเวลาไปใส่ใจหรือไปตอบโต้กับคนที่ไม่ได้หวังดีกับจ๋าเลย ว่าจ๋าเสียๆหายๆ และไม่ได้รู้จักตัวตนของจ๋าจริงๆ นั่นเท่ากับจ๋าได้สูญเสียเวลาอันมีค่าของตัวเองไป ไร้สารค่ะ! จ๋าแคร์แค่คนที่จริงใจและรักจ๋าจริงๆเท่านั้น ส่วนคนอื่น " Sorry, I don't care " ค่ะ 

 

 

5. รู้จักใช้เงิน มีระเบียบมากขึ้นในเรื่องการใช้จ่าย เพราะเมื่อก่อนเรามีเงินเยอะ เราใช้เยอะ ไม่พอเราก็ขอแม่ได้ แต่ตอนนี้โตแล้ว ต้องคิดแล้วว่า ต้องจัดสรรปันส่วนกับเงิน 10,400฿ ต่อเดือนอย่างไรให้เพียงพอและเหลือเก็บด้วยในประเทศเยอรมนีที่ค่าครองชีพแพงกว่าประเทศไทย

 

 

6. มีความพอใจกับตัวเอง มีความสุขกับชีวิตพอเพียง เรื่องความพอเพียงคุณแม่ของจ๋าได้สอนไว้นานมากแล้ว แต่จ๋าไม่เคยนำมาใช้เลย เมื่อก่อน จ๋าอยากมี อยากได้ อยากเป็นแบบคนอื่นๆ หาเงินมาได้เท่าไร สุดท้ายก็หมดไปกับสิ่งของที่อยากจะได้มาเพื่อให้คนอื่นยกย่องชมเชยตัวเรา แต่ท้ายสุดแล้ว ก็ไม่มีความสุขจริงๆเลยซักครั้งค่ะ การได้มาที่นี่เป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะคนเยอรมันส่วนมาก เค้าไม่มาตัดสินคนที่การใช้ของแพงๆหรือแบรนด์เนมแพงๆหรือต้องมาสร้างภาพด้วยการใช้ของแพงๆเพื่อให้ใครๆมายอมรับหรือชื่นชมตัวเค้า เค้ามักจะพอใจ ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองมี และใช้เงินอย่างมีระบบ มันจึงทำให้คนอย่างจ๋าไม่วิ่งตามใคร ( เมื่อก่อนชอบวิ่งตาม 555+ ) เป็นเพราะเราอยู่ในสังคมของคนรวยที่ไม่ได้ทำตัวรวยด้วยมั้งคะ โฮสจ๋าถือว่าเป็นคนรวยก็ว่าได้ แต่ก็มักจะบอกจ๋าอยู่เสมอว่า "

 

เธอไม่จำเป็นต้องทำตัวรวยหรือใช้ของแพงๆเพื่อให้ใครยกย่องชมเชย ถ้าเธอมีความสามารถพอ และเธอพอใจในสิ่งที่ตัวเอง นั่นคือสิ่งที่มีความสุขที่สุดและทุกคนจะยกย่องชมเชยเธอเอง" 

 

แรกๆก็ยากหน่อยนะคะ แต่พอรู้จักระงับกิเลสตัวเองไปเรื่อยๆมันก็ทำได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากการใช้ชีวิตพอเพียงของโฮสก็คือ ครอบครัวโฮสมีสวนเพื่อปลูกผักผลไม้ไว้ทานเอง ทำให้ในฤดูใบไม่ผลิ และฤดูร้อน ไม่ต้องซื้อผักผลไม้จากซุปเปอร์มาเก็ตมาทาน ประหยัดเงินได้เยอะเลยทีเดียว เพราะถ้าทานไม่หมดก็เอาไปแปรรูปเป็นอย่างอื่นได้ , เห็นคุณค่าของอาหาร ไม่กินทิ้งกินขว้าง , โฮสแม่จะชอบพาไปเลือกเสื้อผ้าที่ราคาถูก ไม่แพง แต่คุณภาพดี สวย และเหมาะกับเรา สอนให้รู้จักแต่งตัวให้แมทช์ ให้มีความมั่นใจในตัวเอง มีบุคลิกที่ดีขึ้น แล้วมันก็ได้ผลจริง พอทุกอย่างมันมารวมกันมันก็ทำให้เราดูดีและแพงขึ้นในราคาแค่ไม่กี่ออยโร นี่คือตัวอย่างเล็กๆน้อยๆที่จ๋าได้เรียนรู้และค่อยๆปรับปรุงตัวเองให้มีชีวิตที่พอดี พอตัว พอเพียงกับตัวเอง ชีวิตที่เรียบง่าย มันมีความสุขจริงๆค่ะ 

 

 

7. รู้ ในสิ่งที่ไม่เคยรู้และเข้าใจผิดมาตลอด โอเคค่ะ ข้อนี้ต้องยอมรับนะคะว่าจ๋าก็เป็นคนนึงที่เคยเข้าใจว่าฝรั่งมีเงินเยอะ สบายจัง แต่ไม่ได้หมายความว่าจ๋าจะมีความคิดเกาะฝรั่งกินนะคะ ไม่เคยคิดแบบนั้นค่ะ พอเรามาใช้ชีวิตที่นี่ทำให้เราได้เห็นอย่างชัดเจนว่า พวกเค้าก็คนหาเช้ากินค่ำแบบเราๆทั่วไป ฝรั่งหลายๆคนเดือนๆนึงแทบจะไม่มีเงินเหลือเก็บด้วยซ้ำเพราะภาษีที่แพง ค่าครองชีพที่ค่อนข้างแพง ยิ่งถ้าคนไหนหย่ากับภรรยาแล้วต้องส่งเสียค่าเลี้ยงดูภรรยาและบุตร แทบจะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกกันเลยทีเดียว เผลอๆ คนไทยอาจจะมีเก็บมากกว่าพวกเค้าก็ได้นะ 555+  เงินเดือนที่เข้าขั้นว่าโอเคหลังจากหักภาษีก็ประมาณ  2,000-2,500€  มากกว่านั้นก็ถือว่าเงินเดือนดีเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่รายรับรายจ่ายของแต่ละคนด้วยค่ะ ดังนั้นในความคิดจ๋า ถึงแม้ใครๆก็บอกว่ามีแฟนฝรั่งก็ต้องให้เค้าเลี้ยงดูส่งเสียเรานะ บลาๆ ฝรั่งจนอย่าไปเอา หาคนรวยๆ บลาๆ จะมีสามีฝรั่งทั้งทีถ้าไม่รวยจะเอาไปทำไม !!? สารพัดคำพูดของคนใกล้ตัวและคนแปลกหน้า ถ้ามองในมุมดีๆก็คือ เค้าก็อาจจะหวังดีกับเรา แต่สำหรับจ๋า จ๋าขอคนที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุขก็พอ เค้ามีงานที่มั่นคง เป็นคนดี รักครอบครัว พอแล้ว จ๋าเองก็มีมือมีเท้า จ๋าไม่ชอบเอาเปรียบใคร และไม่ชอบให้ใครมาเอาเปรียบเช่นกัน  ไม่ใช่เพราะว่าจ๋าโลกสวยแต่เพราะจ๋าเคยมีแฟนที่รวยมากๆมาแล้ว แต่สุดท้ายก็หาความสุขไม่เจอ ดังนั้นความสุขของคนเราต่างกันค่ะ  นอกจากนี้ก็ยังได้เรียนรู้เรื่องของวัฒนธรรมที่แตกต่าง สังคม และชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่ที่เราไม่คุ้นเคยอีกด้วยค่ะ 

 

 

8. ภาษาเยอรมัน ปฏิเสธเลยไม่ได้ว่าสิ่งที่ได้จากการเป็นออแพร์ในเยอรมนีเราจะได้ภาษาที่ 3 ติดตัวมาด้วย ถามว่าภาษาจ๋าดีขึ้นมากแค่ไหน? ก็ไม่มากเท่าที่ควร เพราะอะไร?? ความผิดพลาดของจ๋าและออแพร์ส่วนใหญ่คือ พูดภาษาอังกฤษกับโฮสมากกว่าพูดภาษาเยอรมัน จะว่ากันง่ายๆก็คือ ใช้ภาษาเยอรมันในชีวิตประจำวันน้อยมาก นั่นเอง จ๋าเคยตั้งใจนะว่า จ๋าจะพูดภาษาเยอรมันกับโฮสเท่านั้น!! แต่สรุปก็คือ เกิดการสื่อสารที่ผิดพลาดกันบ่อย ทำให้เข้าใจผิดและผิดใจกันตามมา เลยคุยกันว่า โอเค งั้นเรามาพูดภาษาอังกฤษเพื่อความชัดเจนดีกว่า แต่ในคลาสเรียน หรือออกไปข้างนอกก็เยอรมันเท่านั้นนะคะ บางทีฟังเข้าใจนะว่าเค้าพูดอะไรแต่ไม่รู้จะตอบว่าอะไร 555+ คำแนะนำคือ ต่อให้เรียนภาษาเยอรมันมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่ได้นำมาใช้ ก็ไม่เกิดประโยชน์  ที่สำคัญคือ อย่าอายที่จะพูด อย่ากลัวที่จะผิดพลาด เพราะนั่นไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่เรา ดังนั้นทุกคนย่อมผิดพลาดก่อนถูกต้องเสมอ 

 

 

9. เรียนรู้คน การเรียนรู้คนนับเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีมากๆนะคะ เพราะมันจะทำให้เราได้เรียนรู้คนหลากหลายรูปแบบ เรียนรู้คนแบบที่เราไม่เคยเจอ หรือไม่คิดด้วยซ้ำว่า "มีคนแบบนี้ด้วยเหรอ?" การเรียนรู้คนเป็นสิ่งที่ดีที่ที่จะทำให้เราได้เผชิญสังคมและโลกอย่างแข็งแกร่ง กล้าหาญ และปลอดภัยกับตัวเรามากยิ่งขึ้นค่ะ

 

 

10. เปิดโลกกว้างให้กับชีวิต ข้อนี้คือสิ่งที่จ๋าอยากจะบอกทุกคนมากๆ รู้มั้ยคะ ? ว่าการที่เราได้มาเจออะไรที่เราไม่เคยได้เจอ ไม่เคยได้พบ ไม่เคยได้สัมผัส การได้เรียนรุ้สิ่งใหม่ๆในประเทศที่ไม่ใช้บ้านเกิดเรา มันเป็นการเปิดรูทวารทั้งสิบของเราเลยนะคะ 555+ ทำให้เราได้เห็นแรงบันดาลใจในชีวิตมากยิ่งขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละคนด้วยนะคะ  เอาเป็นว่า  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมีความสุขมากแค่ไหนหรือเสียน้ำตาสักกี่ลิตร?  นี่คือ กำไรชีวิต ทั้งนั้นค่ะ 


โอเคค่ะ และนี่ก็คือเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตของจ๋า ที่กาลครั้งหนึ่งได้เคยเป็น "ออแพร์" อาชีพที่ทำให้จ๋าได้มีโอกาสมาเริ่มต้นชีวิตที่ต่างบ้านต่างเมืองของจ๋า อาชีพที่ทำให้จ๋าได้เรียนรู้อะไรมากมาย ได้ยิ้ม ได้หัวเราะ ได้มีความสุข ได้ร้องไห้  ได้พบกับคนรัก ได้ค้นพบตัวเอง จ๋าอยากให้เพื่อนๆทุกคนที่ได้มีโอกาสมาอ่านประสบการณ์ของจ๋า ได้นำความรู้และเรื่องราวทุกตัวอักษรที่จ๋าตั้งใจพิมพ์ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะนำไปใช้ได้นะคะ 

 

ข่าวดีก็คือ เว็บไซต์ของจ๋า ไม่ได้มีแต่เรื่องราวชีวิตออแพร์ของจ๋านะคะ ยังมีเพื่อนๆออแพร์คนอื่นๆมาร่วมแชร์ประสบการณ์กันอีกมากมาย เพื่อเปิดมุมมองที่แตกต่าง ถ้าใครอยากอ่าน รอติดตามอัพเดทเรื่องราวใหม่ๆได้ในเว็บไซต์หรือที่ Facebook :  Jajar Mekatz ได้เลยนะคะ รับรองว่าเรื่องราวของแต่ละคน เด็ดๆ ทั้งนั้นค่ะ !!! 5555+  

 

และถ้าใครยังไม่เข้าใจ อ่านวนไปค่ะ วนไป เลยนะ 5555+ แต่ถ้ายังไม่เข้าใจอีก หรือสงสัยอะไรที่จ๋าไม่ได้ให้ข้อมูลไว้ในนี้  ฝากคอมเม้นท์หรือทิ้งข้อความไว้ได้เลยนะคะที่ใต้กระทู้นี้ แล้วจ๋าจะมาตอบค่ะ  

 

 

 

ขอบคุณทุกๆคนจริงๆสำหรับการติดตามและอ่านจนจบ:) 

ขอให้ทุกคนโชคดีค่ะ ^^

 

 ถ้าถูกใจ Blog นี้ อย่าลืมกดปุ่มแชร์บอกต่อเพื่อนๆทางโซเชียลมิเดียและเพื่อเป็นกำลังใจให้จ๋าด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ : ) 

Write a comment

Comments: 0