ก้าวแรกสู่การทำงานในโรงเรียนอนุบาลของเยอรมนีในฐานะอาสาสมัคร

         

          วันแรกของการทำงาน ถูกตัวไปเรียกพบกับหัวหน้าใหญ่หรือบอสนั่นเอง เป็นสาวใหญ่อายุประมาณ 50+ ที่ต้องไปพบก็เพราะยังมีเอกสารมากมายแนะแนวจากหัวหน้าใหญ่ ว่าอะไรควรทำ หรือไม่ควรทำ กฏ ระเบียบ ( ซึ่งเข้มงวดและเยอะเท่ากระดาษ A4 1 รีมได้ !!! ) มีคำถามมาทดสอบเล่นๆ เช่น ถ้าสัญญาณไฟไหม้ดังขึ้นมาเธอจะทำอย่างไร? จ๋าตอบเค้าไปว่า "มองหาถังแดงซิ่ค๊ะ" 5555+ เค้าก็หัวเราะ และจ๋าก็ตอบเค้าไปว่า

 

"พอถึงเวลานั้น ชั้ลคงไม่มามองหาถังแดงหรอก ชั้ลต้องรีบพาเด็กๆออกไปที่สนามเด็กเล่น ไปในที่โล่ง เช็คชื่อเด็กๆ นั่นน่าจะปลอดภัยที่สุด"

 

เค้าตอบกลับมาว่า สุดยอดมาก!!! นั่นคือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด 

 

 

และเพื่อความเข้าใจง่าย จ๋าจึงทำแผนผังโรงเรียนอนุบาลที่จ๋าทำงานไว้ให้ทุกคนได้ดูกันนะคะ อันนี้เป็นแผนผังคร่าวๆนะคะ

 

 

 

    โรงเรียนอนุบาลที่จ๋าทำงาน เป็นโรงเรียนอนุบาลที่ชื้อว่า Kita..........( ขออนุญาตไม่บอกสาขา ) Kita ที่จ๋าทำเป็นในเครือของ Elbe Kinderkarten อีกที ( Elbe มาจากชื่อแม่น้ำสายสำคัญทางภาคเหนือของเยอรมนี ) แต่ Kita นี่ก็มีอยู่ทั่วเยอรมันเลยนะ ^^

 

จำนวนเด็กทั้งหมด 

อายุ 1-3 ขวบ ( A ) 20-30 คน 

อายุ 1-3 ขวบ ( B ) 10-15 คน 

อายุ 3-6 ขวบ 50 คน 

ในแต่ละวัน จ๋าต้องทำอะไรบ้าง ? 

06:00 ตื่นนอน อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน แต่งตัว เตรียมอาหารเช้า ทานอาหารเช้า 

06:45 ออกจากบ้าน เดินไปที่ทำงานค่ะ 

06:55 - 07:00 ถึงที่ทำงาน 

 

 

 

07:00 เริ่มงาน โดยจ๋าจะต้องไปช่วยงาน Group A ก่อน ไปถึงก็จะมีเพื่อนร่วมงานรุ่นเกือบยาย 555+ (คุณนิโคล) ห้าวๆแต่ใจดีค่ะ ทำงานที่นี่มาจะ 30 ปีแล้ว ซึ่งความจริงคุณนิโคลเป็นเจ้านายของจ๋าใน Group B เราทำงานกันใน Group B เป็นหลัก แต่ตอนเช้าเราจะต้องมาช่วยงาน Group A ก่อน คุณนิโคลเค้าจะมาถึงก่อนจ๋า 1 ชั่วโมง ( 06:00 ) เพราะบ้านอยู่ติดรั้วโรงเรียนอนุบาลเลย เด็กบางคนพ่อแม่เอามาฝากไว้ที่โรงเรียนอนุบาลตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง เมื่อจ๋าไปถึงก็จะต้องเตรียมอาหารเช้าให้เด็ก เป็นพวกขนมปังทาเนยมีชีสและแยมบ้าง มีแตงกว่ามีผลไม้และนม ส่วนคุณนิโคลจะคอยรับเด็กและเช็ครายชื่อ 

 

07:30 ทำอาหารเช้าเสร็จ หลังจากนั้นก็ไปช่วยคุณนิโคลดูแลเด็กๆ

 

08:00 คุณนิโคลเช็ครายชื่อและส่งเด็กโต 3-6 ขวบไปที่ Group ของพวกเค้า เพราะเด็กโตบางคนพ่อแม่มาส่งก่อน 8 โมงก็ต้องอยู่กับพวกเราก่อน // ในระหว่างนี้เพื่อนร่วมงานของกรุ๊ป A คนก็ทะยอยมา 2 คน

 

08:30 เด็กทานอาหารเช้า ในกรุ้ป A นี้จะมีเด็กทั้งหมดประมาณ 20-30 คน ในตอนนี้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆทะยอยมากัน มีคนดูแลในกรุ้ป A นี้ อีก 3 คน รวมเป็น 5 คน ส่วนมากก็รุ่นๆแม่ 5555+ 5 คนนี้ ไม่รวมจ๋ากับคุณนิโคลนะคะ 

 

09:00 จ๋าไปที่กรุ้ป B ซึ่งกรุ้ป B จะมีผู้ช่วยทั้งหมด 3 คนคือ 1. คุณกิตต้า รุ่นแม่อายุ 40+ สวย ใจดี ตลก อ่อนโยน คุณกิตต้าจะเข้างาน 08:30-14:30 ทุกวันค่ะ 2. คุณนิโคล อายุ 50+ ตลก ห้าวๆ ตรงไปตรงมา ดุ แต่ใจดี คุณนิโคลเข้างาน 06:00-14:00 วันศุกร์ 08:00-14:00 3. จ๋าเองค่ะ เข้างาน จันทร์-พุธ 07:00-15:00 ส่วน พฤหัสบดีและศุกร์ 07:00-15:30 ค่ะ ในกรุ้ป B ของเรามีเด็กประมาณ 10-15 คนค่ะ รับเด็ก 09:00 - 10:00 น. ถ้าเกิน 10:00น. ก็เท่ากับเช็คขาดค่ะ 

 

09:45-10:30 ถ้าวันไหนอากาศดีก็จะออกไปเล่นข้างนอกตรงสนามเด็กเล่นกับเด็กๆกรุ๊ป  A ในระหว่างนี้ก็จะมีคนนึงมาเตรียมที่นอนให้เด็ก เตรียมจาน ช้อน แก้วน้ำ ผ้ากันเปื้อนให้กับเด็กค่ะ ถ้าฝนตกหรืออากาศหนาวก็เล่นกับเด็กในห้องของเล่น ซึ่งไม่เล่นรวมกับกรุ้ป A ค่ะ

 

10:30 เปลี่ยนผ้าอ้อม ส่วนมากคุณนิโคลและคุณกิตต้าเป็นคนเปลี่ยน จ๋าจะช่วยทะยอยส่งเด็กๆไปให้และถ้ามีเวลาเหลือก็เล่นของเล่นหรือร้องเพลงกับเด็กๆอีกห้องนึงค่ะ

11:00 ทานอาหารกลางวัน เราจะต้องคอยตักอาหารให้เด็ก ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ในกรณีถ้ามีอาหารชิ้นใหญ่ๆมาเช่น อกไก่อบ ปลาแซลม่อนอบ ลาซาลญ่า ต้องคอยดูเด็กทานอาหาร เติมอาหารและน้ำดื่มให้เค้า และให้เค้าใช้ช้อนทานเอง ห้ามใช้มือ สอนเค้าอ้ะค่ะ เราไม่ต้องไปคอยป้อนแต่จะบอกเค้าว่า "ใช้ช้อนตักนะจ้ะ ห้ามใช้มือ" ถ้าเค้านั่งไม่เป็นที่เป็นทางก็บอกเค้า ถ้าเค้าไม่ทำตามก็ต้องจับเค้านั่ง หลายคนคงนึกภาพออกใช่มั้ยคะว่าเด็กตัวเล็กๆทานอาหารเองมันคงจะแบบเลอะเทอะและชุลมุนน่าดู 5555+ ก็จริงค่ะแต่อย่างว่านะ ไม้อ่อนดัดง่าย ดัดซะตอนนี้แหละ ยากหน่อยแต่เห็นผลและดีกับตัวเค้าเอง

 

11:40 ทำความสะอาด เช็ดปาก เช็ดมือเด็กๆ ถอดเสื้อผ้าและเหลือแต่บอดี้

 

11:50 ส่งเด็กเข้านอน เด็กๆจะนอนหลับตั้งแต่ 12:00 น. -13:45 น. เวลานี้จะชุลมุนประมาณ 10-15 นาทีเพราะบางคนก็ไม่ยอมนอนแถมชวนเพื่อนเล่นแต่เราก็สามารถจัดการได้ค่ะ

 

12:00-12:30 *พักกลางวันค่ะ แต่ส่วนมากจ๋าก็นั่งๆนอนๆในห้องนั่นแหละค่ะ เพราะทานอาหารไปตอนที่เด็กๆทานเหมือนกัน คือทำอาหารมาจากบ้าน ก็นั่งทานไปและดูเด็กไป ถ้าใครจะทานอาหารที่นี่คือไม่ได้นำมาเองก็วันละ 2.50€ ค่ะ แต่ต้องไปทานที่ห้องทานอาหารในช่วงเวลาพัก หรือจะเหมาจ่ายรายเดือน 25€ ก็ได้ค่ะ *ห้ามทานอาหารที่นำมาให้เด็กทาน 

 

13:45 น. ปลุกเด็กๆ เก็บที่นอน ใส่เสื้อผ้าให้เด็กๆ ตอนนี้ผู้ปกครองก็ต้องมารับเด็กแล้วค่ะ 

 

14:00 คุณนิโคลกลับบ้าน จ๋าและคุณกิตต้าต้องเช็คว่าปิดหน้าต่างรึยัง ของเด็กเล่นเป็นระเบียบมั้ย? เอาขยะไปทิ้ง หลังจากนั้นเราสองคนก็ไปที่กรุ้ป A อีกที เด็กๆบางคนก็ยังหลับอยู่บางคนก็เปลี่ยนผ้าอ้อมบางคนก็เล่น

 

14:30 น.  คุณกิตต้ากลับบ้าน  

 

15:00 เด็กๆทานของว่างค่ะ  ก็เอาอาหารและเครื่องดื่มให้เด็กๆ ทำเหมือนตอนอาหารกลางวันเลยค่ะ ส่วนจ๋าก็กลับบ้านถ้าวันไหนอยู่ถึง 15:30 ก็ต้องทำค่ะ

นี่ก็คือการทำงานในแต่ละวันของจ๋าค่ะ 

 


                 ตอนนี้ทุกคนก็ได้ทราบแล้วนะคะว่าในแต่ละวันจ๋าต้องทำอะไรบ้าง? 

         แต่นั่นมันธรรมดาเกินไปค่ะ เพราะจุดไคลแมกซ์ของกระทู้นี้คือการแฉ!!! 

         ไม่ซิ่ !!! การเล่ารายละเอียดดีเทลล์ต่างๆของงานนี้ต่างหาก 555555+

         เริ่มจาก.....

 

1. ภาษากับการทำงาน 

 

 แน่นอนค่ะว่านี่คือเรื่องที่กังวลใจมากที่สุด เพราะจ๋าอ่อนภาษาเยอรมันมากเนื่องจากตอนเป็นออแพร์ถ้าเยอรมันไปไม่ไหวก็พูดแต่อิงค์กับโฮส ทำให้ภาษาเยอรมันอ่อนหัดยิ่งกว่าเด็ก 2 ขวบ !!! ที่นี้ทำไงล่ะ? ก็ต้องฝึกค่ะ! ต้องบังคับตัวเองว่าให้พูดแต่ด้อยช์ ด้อยช์ และด้อยช์นะ !!!! ช่วงแรกๆของการทำงานนี่มึนตึบค่ะ! ไม่รู้คำศัพท์อะไรเลยเกี่ยวกับงานนี้!!!! แต่โชคดีที่เพื่อนร่วมงานแทบทุกคนเข้าใจ และก็พยายามพูดช้าๆกับเรา ทำท่าทาง หรือชี้ไปที่สิ่งของ และทุกคนก็ไม่มีใครมาพูดอังกฤษกับเรานะคะ 5555+ เพราะเค้าก็ต้องการให้เราพัฒนา เรียนรู้ภาษาเยอรมัน 

 

         และการที่ภาษาเยอรมันไม่แข็งแรงของจ๋าก็มักนำไปสู้เรื่องราวขำๆได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น

 

         ที่นี่เวลาจะไปฉี่คนจะพูดว่า "พี๊ชี่" ตอนนั้นก็อยากพูดสั้นๆแบบคนอื่นเค้าบ้างว่าจะไปฉี่เลยบอกคุณนิโคลว่า "ชั้ลไปพี๊บพี๊บแป้บนะ" ซึ่งคุณนิโคลก็ขำแรงมาก!! จนเราถามว่า "ชั้ลพูดอะไรผิดเหรอ?" เค้าเลยบอกว่า "พี๊บๆ คืออาการของคนที่สมองไม่ปกติหรือบ้านั่นเอง เมื่อกี้เธอบอกว่าเธอจะไปเป็นบ้าแป๊บ 555555+ " หน้าแตกมาก ณ จุดๆนั้น =_=" // ยังไม่จบค่ะ !!!

 

         เมื่อเช้าวันนึงจ๋าไปถึงที่ทำงานสายไป 1 นาที คุณนิโคลเลยบ่นใหญ่เลยเพราะพนักงานทำความกระจกมาแต่เช้า นางก็บ่นจ๋า จ๋าเลยบอกว่า "ขอบคุณ" 55555+ ซึ่งเอาจริงๆตอนนั้นจ๋าจะบอกว่า "ขออภัย" แต่ด้วยความที่กลัว รีบ สติหลุด ก็เลยพูดไปแบบไม่คิด คุณนิโคลจากที่กำลังบ่นหน้าหงิกหน้างอต้องอดขำไม่ได้ และพูดกับคนเช็ดกระจกว่า "ดูซิ่ๆ ขนาดชั้ลบ่นหล่อนจนหูชา หล่อนยังมาขอบคุณชั้ลอีก ลูกน้องชั้ล แม่นางฟ้าาาาา" 5555+ 

 

        นี่ก็ออเดริ์ฟๆ ยังมีเรื่องหน้าแตกอีกมากมาย เช่น บอกให้ไปหยิบถาด ก็หยิบยาแผงๆมาให้เพราะเสียงมันออกคล้ายกัน 5555+ 

 

         เอาล่ะค่ะ!!! ด้วยความที่ต้องพูด ต้องฟังทุกวัน ทำให้ทุกวันนี้ภาษาเยอรมันของจ๋าดีขึ้นมากพอสมควร ( แต่ก็ยังไม่สามารถพูดได้แบบน้ำไหลไฟแลบนะคะ ) ก็ได้เรียนรู้ศัพท์ใหม่ๆมาเยอะมากกกกกกก คำแสลง คำด่าก็มานาจาาา 5555+ อยากจะบอกว่าพวกคำด่านี่จำได้แม่นมาก จำง่ายสุดๆค่ะ 55555+ นอกจากนี้ การได้คุยกับเด็กๆที่กำลังฝึกพูด 2-3 ขวบ ทำให้ได้คำศัพท์ใหม่ๆมาเยอะเช่นกัน เด็กบางคนก็แอ๊ดวานซ์ไปอี๊กก!!! ชวนคุยจนมึนตึบเลย....

 

         เวลาพูดกับเด็กมันจะเป็นภาษาสั้นๆง่ายๆ พวกแกรมม่าเค้าก็พูดผิดๆถูกๆกันนะคะ เด็กชาติอื่นๆก็เยอะแยะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตุรกี รัสเซีย สเปน อิตาลี่ จีน เกาหลี อเมริกา ฝรั่งเศส บลาๆๆๆๆ เป็นนานาชาติเลยก็ว่าได้ ทำงานกับเด็ก ภาษาอาจจะไม่ได้ไปไว แต่เราจะค่อยๆเรียนรู้อ้ะค่ะ ค่อยๆเข้าใจ เป็นการปูพื้นฐานที่ดีกว่าการทำงานที่....ใช้ภาษายากขึ้น ซึ้งนั่นทำให้เราท้อมากขึ้น ไม่เข้าใจ และมีปัญหาในที่ทำงานตามมา

 

          คือถ้าจะเปรียบเทียบพวกเราก็เหมือนเด็กที่กำลังหัดพูดภาษาเยอรมัน เวลาเด็กหยิบหนังสือมาให้อ่านให้ฟังจ๋ายังชอบเลยค่ะ อ่านไม่รื่นหูหรอกแต่คำศัพท์เยอะดี 5555+ ทุกวันนี้ต้องอ่านนิทานเด็กให้แฟนฟังก่อนนอนทุกวัน ฝึกภาษาได้ดีมากค่ะ

 

          นี่ก็ออเดริ์ฟๆ ยังมีเรื่องหน้าแตกอีกมากมาย เช่น บอกให้ไปหยิบถาด ก็หยิบยาแผงๆมาให้เพราะเสียงมันออกคล้ายกัน 5555+ 

 

         เอาล่ะค่ะ!!! ด้วยความที่ต้องพูด ต้องฟังทุกวัน ทำให้ทุกวันนี้ภาษาเยอรมันของจ๋าดีขึ้นมากพอสมควร ( แต่ก็ยังไม่สามารถพูดได้แบบน้ำไหลไฟแลบนะคะ ) ก็ได้เรียนรู้ศัพท์ใหม่ๆมาเยอะมากกกกกกก คำแสลง คำด่าก็มานาจาาา 5555+ อยากจะบอกว่าพวกคำด่านี่จำได้แม่นมาก จำง่ายสุดๆค่ะ 55555+ นอกจากนี้ การได้คุยกับเด็กๆที่กำลังฝึกพูด 2-3 ขวบ ทำให้ได้คำศัพท์ใหม่ๆมาเยอะเช่นกัน เด็กบางคนก็แอ๊ดวานซ์ไปอี๊กก!!! ชวนคุยจนมึนตึบเลย....

 

         เวลาพูดกับเด็กมันจะเป็นภาษาสั้นๆง่ายๆ พวกแกรมม่าเค้าก็พูดผิดๆถูกๆกันนะคะ เด็กชาติอื่นๆก็เยอะแยะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตุรกี รัสเซีย สเปน อิตาลี่ จีน เกาหลี อเมริกา ฝรั่งเศส บลาๆๆๆๆ เป็นนานาชาติเลยก็ว่าได้ ทำงานกับเด็ก ภาษาอาจจะไม่ได้ไปไว แต่เราจะค่อยๆเรียนรู้อ้ะค่ะ ค่อยๆเข้าใจ เป็นการปูพื้นฐานที่ดีกว่าการทำงานที่....ใช้ภาษายากขึ้น ซึ้งนั่นทำให้เราท้อมากขึ้น ไม่เข้าใจ และมีปัญหาในที่ทำงานตามมา

 

          คือถ้าจะเปรียบเทียบพวกเราก็เหมือนเด็กที่กำลังหัดพูดภาษาเยอรมัน เวลาเด็กหยิบหนังสือมาให้อ่านให้ฟังจ๋ายังชอบเลยค่ะ อ่านไม่รื่นหูหรอกแต่คำศัพท์เยอะดี 5555+ ทุกวันนี้ต้องอ่านนิทานเด็กให้แฟนฟังก่อนนอนทุกวัน ฝึกภาษาได้ดีมากค่ะ

 

         

2. เมื่ออยู่ในสังคมของเด็ก ก็คือการเผชิญหน้ากับผู้ปกครอง ( หลาย รูป แบบ ) -_-

          ร้อยพ่อพันแม่ หลากหลายเผ่าพันธุ์ หลากหลายวัฒนธรรม หลากหลายภาษา และหลากหลายพฤติกรรม ผู้ปกครองของเด็กๆส่วนมากมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับจ๋า ทักทาย พูดคุย และโดยเฉพาะผู้ปกครองของกรุ๊ป B ที่หลัก ที่จ๋าทำงาน ผู้ปกครองมักจะมีของขวัญมาให้ในวันพิเศษ เช่น วันคริสมาสตร์ วันปีใหม่ หรือวันที่เด็กต้องย้ายโรงเรียนใหม่ และเวลาที่เรามีวันหยุดยาวหรือป่วยยาวก็มักจะถามถึงเรา สิ่งนี้ทำให้รู้สึกประทับใจค่ะ 

            แต่ก็มีผู้ปกครองอีกส่วนหนึ่ง ที่มักจะมองเราด้วยสายตาแปลก ถามจุกจิก ประชดประชันใส่เรา ถามคำถามแปลกๆ ก็มี แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรอกค่ะ ( ยักไหล่..... ) "แล้วไง ใครแคร์?" 

 

3. ป่วยเป็นว่าเล่น 

           สมัยตอนเป็นออแพร์จำได้ว่าเคยป่วยเป็นหวัดแค่ 2 ครั้ง นอกนั้นก็ป่วยกระจุกกระจิกตามประสาผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ 5555+ แต่พอมาทำงานที่โรงเรียนอนุบาล ป่วยหนักแทบทุกเดือน !!! ป่วยจริงๆด้วยนะคะ ไวรัสที่นี่ไม่ได้มาเล่นๆ โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวที่ผ่านมา ( ซึ่งเยอรมันก็หนาวเกือบทั้งปี 5555+ ) ป่วยจนบอสต้องขอร้องให้คุณกิตต้ามาคุยกับเราเป็นการส่วนตัว และถามว่าเป็นเพราะอะไร? เครียดหรือเปล่า? ก็ตอบไปว่า 

 

"ไม่เกี่ยวกับเครียด แต่คุณก็รู้ใช่มั้ยว่าชั้ลต้องทำงานทั้งกรุ๊ป A และ B และเด็กๆก็ป่วยวนกันไปแทบทุกวัน มาทุกโรคเลยไม่ว่าจะตาแดง ไข้หวัดใหญ่ ท้องเสีย โรคแผลที่ริมฝีปาก" 

 

คุณกิตต้าก็เข้าใจเราดี แต่เป็นห่วงเราว่าอาจจะเพราะกดดันหรือเครียดจากการทำงานหรือเปล่าเลยทำให้ป่วยบ่อย 

 

          การลาป่วยของที่นี่ก็คือ เมื่อป่วย ให้โทรแจ้งเพื่อนร่วมงานก่อนเวลาเข้างานของเรา จากนั้น...ถ้าไม่ได้เป็นหนัก ก็บอกเค้าว่า วันนี้นอนพักผ่อนอยู่บ้าน พรุ่งนี้จะไปทำงาน หรือถ้าป่วยหนักชนิดหวัดใหญ่ ท้องเสีย ตาแดง สารพัดที่เรียกว่าเวลาเท่านั้นที่เยียวยาได้ ให้บอกไปว่า วันนี้จะไปหาหมอ

 

          หลังจากนั้นให้รีบโทรนัดคลินิคหรือรีบไปคลินิคซะตั้งแต่คลินิคเปิด หมอก็จะดูอาการและพิจารณาว่าให้หยุดงานกี่วัน ซึ่งการไปหาหมอที่เยอรมันนั้นแตกต่างจากเมืองไทยชัดเจนมาก กกกก กกกก กกกกก ว่างๆจะไปเหลาในแฟนเพจหรือไม่ก็เล่าให้ฟังในช่องยูทูปของตัวเองนะคะ 

 

          พอได้ใบลาป่วยจากหมอมาแล้ว 1 ส่วนให้ส่งไปรษณีย์ไปให้ที่ทำงาน , 1 ส่วนส่งไปที่บริษัทประกันที่เราทำไว้กับเค้า และส่วนสุดท้ายเก็บไว้กับตัว หลังจากนั้นให้โทรไปที่ทำงานอีกครั้ง ว่าหมอให้หยุดถึงวันไหน และไปทำงานอีกทีได้อีกเมื่อไหร่?

 

           ขอบอกเลยว่า วันแรกของการป่วยเราจะไม่ได้พักผ่อนหรอกค่ะ เพราะนอกจากจะต้องไปจองคิวหาหมอ รอหาหมอ ก็ยังต้องไปไปรษณีย์ และต้องโทรไปแจ้งที่ทำงานอีก เพื่อ ความ ชัด เจน และเพื่อเพื่อนร่วมงานจะได้วางแผนเวลาการทำงานใหม่ ในกรณีที่เราป่วยเป็นอาทิตย์ๆ หรือบางคนที่ผ่าตัดนี่ หยุดเป็นเดือนเลยก็มี ส่วนจ๋าเคยหยุดยาวสุด 1 อาทิตย์ครึ่ง ตอนนั้นช่วงก่อนคริสมาสต์ ไข้หวัดใหญ่ผสานพลังไข้ทับฤดู แทบตายยยยยย!!!! 555555+ 

 

 

4.เพื่อนร่วมงาน 

 

เรื่องนี้ถ้าเอามาเม้าส์เยอะ ก็จะไม่ดีกับตัวเอง แต่เรื่องนี้จ๋ามองว่าสำคัญนะ ก็เลยต้องพูดถึงค่ะ !!! ถ้างั้น เม้าส์.......

 

เริ่มมมมม!!!! 5555+

 

"แดนใดมากล้นด้วยชะนี แดนนั้นมักสิ้นสุดที่...ความวุ่นวาย" 

พี่ฉอดไม่ได้กล่าว เพราะมันไม่คล้องจองเลย 5555555+ 

 

          ปฏิเสธไม่ได้เลยนะคะว่าไม่ว่าจะงานไหนหรือสังคมไหนก็ตาม หากมีการรวมตัวของผู้หญิงจำนวนมากที่ทำงานร่วมกัน ความวุ่นวาย ความอิจฉาริษยา การซุบซิบขี้นินทรา การหักหลัง การทะเลาะเบาะแว้งนั้น.....ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

 

          ซึ่งที่โรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ ก็เกิดขึ้นและมีให้เห็นอยู่จน...."ชิน" !!!! 

 

          หลายคนคงคิดว่าคนที่ทำงานกับเด็กมักจะมีจิตใจดี นิสัยดีงาม ราวกับแม่ทูนหัวหรือนางฟ้าฟันน้ำนมในนิยาย =_=' มองบน 🙄🙄🙄  5555+ อืมมม.... เอาเป็นว่า ทุกๆที่ หลายๆองค์กรก็น่าจะเป็น คือย่อมมีคนนิสัยดีและไม่ดีปนกันไป มีพรรค มีพวก มีการแก่งแย่งชิงดี มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกัน คือตัวเราเองยังไม่ใช่คนดีเต็มร้อยก็ไม่ต้องไปคาดหวังเลยค่ะว่าคนอื่นจะเป็นคนที่ดีแสนดี 100%

 

          สำหรับจ๋านะ จ๋าโชคดีที่จ๋าได้อยู่ได้ทำงานกับคุณกิตต้าและคุณนิโคล ทีมของเรารักกัน เข้าใจกัน โอเคมาก ไม่เครียด สนุกสนาน จึงทำให้จ๋ามีความสุขและไม่ขี้เกียจทำงาน มีความสุขไปกับการทำงาน 

 

           แต่กับทีมกรุ้ป A =_=" และกรุ้ปของฝั่ง 3-6 ขวบ เค้าชอบสุมหัวนินทาคนนั้นคนนี้กัน บางคนก็ไม่ถูกกัน ขนาดผู้ปกครองเด็กหรือใครก็ตามแม้กระทั่งพวกเค้ากันเอง ต่อหน้าปากหวานมากก กกกกก กอไก่อินฟินิตี้กันเลย 55555+ ยอกันเข้าป๊ายยยย !!! พอหันหลังเท่านั้นแหละค่ะ!!! ลิ้นพันรัวๆ #%<~>>£*+£^^\~~~>>•¥**$ เม้าส์กันแพร่บๆๆๆ แร๊บยิ่งกว่าโจอี้ บอย อีก 55555+ 

 

          บ่อยครั้งชอบมานั่งเม้าส์ให้จ๋าฟัง จ๋าก็ได้แต่นั่งฟังเฉยๆ ทำเอ๋อๆ 😂😂😂  รู้นะว่าเค้าเม้าส์ใครไว้ว่าอะไร แต่เราไม่เคยเอาไปพูดหรือไปบอกคนที่ถูกเม้าส์ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของเรา อย่างน้อยจ๋าก็ได้เรียนรุ้นะว่าใครนิสัยเป็นยังไง จ๋าเองไม่ชอบยุ่งกับใคร อยากอยู่แบบสงบ ทำงานให้ผลมันออกมาดีที่สุด เพราะถ้าเราทำตัวแย่นะ เค้าไม่ได้มองแค่เราว่าแย่ แต่เค้าจะมองภาพรวมว่า #คนไทยขี้เกียจนิสัยไม่ดี ไม่อยากให้มีความคิดนี้โผล่มา อยากให้เค้าประทับใจ และแน่นอนว่าจ๋าไม่เคยกลัวกับการถูกนินทรา คือโดนแน่ๆ ไม่ต้องห่วง! 5555+ คนมันจะนินทราอ้ะค่ะต่อให้เราทำหน้าที่ของเราไว้ดีหรือทำตัวปกติ หรือแค่หายใจเค้าก็สรรหาเรื่องไปนินทาจนได้ค่ะ

 

         คิดแบบนี้สบายใจดี เราก็ทำงานของเราให้ดีที่สุด ไม่มีใครมาทำอะไรได้ค่ะ คำนินทราก็คือคำนินทา การกระทำของเรามีค่ามากกว่าคำนินทรา ( สวยไปอิ๊กกกกกกกกกก!!!!! ) 55555+

 

            โดยรวมแล้วความสัมพันธ์ของจ๋ากับเพื่อนร่วมงานในกรุ๊ป A ถือว่าดีเลย ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะกันหรือขัดใจกัน เวลาพวกเค้าเลือดจะไปลมจะมาจ๋าก็ "สบายๆ สไตล์พี่เบริ์ด" แต่อย่ามาเยอะให้มากถือว่าโอเค

 

          แต่บ่อยครั้งที่พวกเค้าค่อนข้างชอบเอาเปรียบเรา เวลาเราไปช่วยงานเค้า เค้าก็จะไม่ค่อยมาดูแลเด็ก คุณกิตต้ากับคุณนิโคลเคยเรียกจ๋ามาคุย เค้าบอกว่า........เค้าสังเกตหลายหนแล้วว่าเวลาที่จ๋าต้องไปช่วยกรุ้ป A ส่วนมากพวกนั้นชอบจับกลุ่มเม้าส์มอยกันและให้จ๋าดูแลเด็กคนเดียว ใช่มั้ย? จ๋าก็บอกว่า ใช่ คุณกิตต้ากับคุณนิโคลเลยบอกว่า อย่าไปยอมให้เค้าเอาเปรียบ 5555+ ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่ยอม แต่ใครจะรู้ว่าโชคก็ไม่ได้เข้าข้างตัวเราเสมอไป จุดพีคของท้อปพิคนี้ก็คือ บอส..... นั่นเอง 

 

 

5.บอส

         เป็นสิ่งที่ไม่ควรเอามาพูดมากที่สุด !!! เพราะถ้าวันไหนต้องซมซานกลับไทยและมีประวัติว่า เคยมาเผาเจ้านายเก่าในนี้ ต้องหางานทำไม่ได้แน่ๆเลย T^T 555555+ 

         แต่ก็อีหรอบเดิมอีกแหละค่ะ ไหนๆก็เลือกที่เขียนแล้ว ก็ต้องเขียนให้ครบองค์ !!! ไม่งั้นความรู้สึกคงหน่วงๆน่าดู 

 

บอส....สาวแก่วัย 50+ ผู้ที่มีบุคลิกห้าวๆ คล่องตัว ว่องไว เฉลียวฉลาด และดูใจดี 

 

         จะว่าไปที่ผ่านมาจ๋ารู้สึกประทับใจในตัวเค้านะคะ  ตั้งแต่วันที่ได้มาสัมภาษณ์งาน ถึงแม้จะเคยได้ยินเพื่อนร่วมงานนั่งนินทราขนลุกขนพองเกี่ยวกับความจุกจิกของบอสก็ตาม แต่ก็ยังรู้สึกแบบเดิมอยู่ดี เพราะจ๋าคิดว่า ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิด เราทำหน้าที่ของเราดีแล้ว บอส....จะไม่มาจุกจิก หรือ มีปัญหากับเราแน่นอน ( ซึ่งเราก็เป็นคนเยอะอยู่แล้ว เราจึงไม่ชอบมากๆ หากมีใครมาเยอะกับเราทั้งๆที่เราอยู่เฉยๆ )

 

      แต่พอได้เข้ามาทำงานและเรียนรู้อะไรมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราได้สัมผัส ได้รู้สึกถึงความจุกจิก ความงี่เง่า ของบอสมากขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น 

 

เคสแรก : บอสเคยบอกว่า ถ้าเราป่วย ให้เราโทรมาลางานกับนางเท่านั้น !!! ซึ่งก็แอบงง เพราะเท่าที่อ่านมา เราต้องลางานกับเพื่อนร่วมงาน และเพื่อนร่วมงานจึงจะส่งต่อไปที่บอสอีกที อ้ะ! ทีนี้พอเราป่วย เราโทรไปลางานกับนาง นางก็ดีนะ อวยพรให้หายไวๆ แต่พอถึงวันที่กลับไปทำงาน นางเรียกให้เราไปพบ พร้อมหอบเอกสารระเบียบการมา ว่าถ้าหากลาป่วยต้องทำอย่างไร ? เราบอกว่าเรามีเอกสารพวกนี้แล้ว และอ่านเข้าใจเรียบร้อยแล้ว นางจึงบอกว่า ถ้าครั้งหน้าป่วย กรุณาโทรไปลาที่เพื่อนร่วมงาน ขีดเส้นใต้ "เพื่อนร่วมงาน" อ้าวเฮ้ย!!!! ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หว่า!!!? ด้วยความปากไว เราจึงบอกว่า "แต่คราวที่แล้ว คุณบอกชั้ลไม่ใช่เหรอคะว่าให้โทรมาลากับคุณเท่านั้น!!!" นางก็เถียงอีกนะสรุปคือ....เราก็ปล่อยให้นางชนะไป 

 

เคสสอง :  ว่าด้วยเรื่องเพื่อนร่วมงานเอาเปรียบ  หากทุกคนอ่านผ่านมาคงจำได้ว่าตอน 08:30-09:00 จ๋ายังคงต้องทำงานอยู่กับ Group A นะ แต่ถ้าไม่มีเด็กเยอะ จ๋าสามารถไปที่ Group B ได้เลย เพราะ Group A มีเพื่อนร่วมงานอีก 4-5 คน และพอ 3 ตัวแม่มาถึงที่ทำงานปุ๊บ ก็จะชงกาแฟกัน เตรียมอาหารเช้าของตัวเองพร้อมแคตตาล็อกช้อปปิ้ง นั่งเม้าส์มอยกันสนุกสนานเพลิดเพลิน "ทั้งๆที่เป็นเวลางานแล้วนาจาาาาาาา" ส่วนจ๋ากับเพื่อนร่วมงานอีกคนก็จะต้องจัดอาหารใส่จานให้เด็กๆและคอยดูเด็ก พอได้ยินเสียงบอสเปิดประตูมาทุกคนก็ทำตัวปกติเหมือนตัวเองงานเยอะ คือเปลี่ยนโหมดไวมากอ่าาาา 5555+ แต่บอสมักจะกล่าวหาว่าจ๋าไม่ค่อยทำงาน มาทีไรพวกแม่นางสามคนทำหนักทุกที =_= 

 

อรรถรสมะ!!!? 

 

 

 

 

ของขวัญคริสต์มาสปีนี้ หนูจะตัดแว่นเลนส์นาโนมองทะลุประตูให้บอสเป็นของขวัญนะคะ

 

 

 

เคสที่สาม : เคสนี้ทำจ๋าร้องไห้เลยนะ เรื่องมีอยู่ว่า เดือนกุมภาพันธ์เพื่อนร่วมงานป่วยกันเยอะ , บ้างก็ไปพักร้อน แล้วดันมีประชุม ดังนั้นไม่มีใครช่วยงานตอนเย็น ทุกคนเลยถามจ๋าว่าสะดวกทำงาน Overtime มั้ย? จ๋าเลยบอกว่าได้ซิ่ ดังนั้นจ๋าก็ได้ชั่วโมงเกินมาใช่มั้ยคะ? ซึ่งคราวนั้นได้เกินมา 1 ชั่วโมงครึ่ง อาทิตย์ต่อมา บอสให้เพื่อนร่วมงานมาบอกว่าจ๋ามีชั่วโมงติดลบอยู่นะ ประโยคนี้ทำให้จ๋าต้องรีบเดินไปที่ออฟฟิศพร้อมอธิบายให้บอสเข้าใจและโชว์ให้ดูว่า

 

"ดิฉันนนน ไม่ได้มีชั่วโมงติดลบค่ะ ตรงกันข้าม ดิชั้ลทำงานไว้เกินด้วยซ้ำค่ะ"

 

พอเอาหลักฐานโชว์ เคลียร์กันเสร็จสับก็จบด้วยดี .....

 

อ้ะ! พอ อีก 2 อาทิตย์ถัดมา ประมาณกลางเดือนมีนาคม (2560) จ๋าก็ได้ทำงานเกินอีก 1 ชั่วโมง ครึ่ง เท่ากับตอนนี้จ๋าเกินมา 3 ชั่วโมงแล้วนะคะ แต่....จู่ๆบอสก็บอกว่า 

 

"คุณติดลบชั่วโมงทำงานอยู่นะ" 

 

ห๊ะ!!!? อีกแล้วเหรอ??? ก็เลยรีบไปที่ออฟฟิศ และขอคุยกับนาง นางก็ไม่ว่าง นางบอกเดี๋ยวค่อยมาอีกทีและกรุณาเตรียมหลักฐานมาอธิบายโดยเร็วที่สุดเพราะนางไม่มีเวลา จ๋าเลยนำหลักฐานทั้งหมดที่มีไปอธิบาย แต่นางก็ไม่เข้าใจและบ่นว่าทำให้นางเสียเวลา นู่น นั่น นี่....สุดท้ายนางก็ถามจ๋าว่า 

 

"คุณต้องการอะไร?" 

 

จ๋าบอกว่า 

 

"ชั้ลต้องการให้คุณเห็นว่า ชั้ลไม่ได้มีชั่วโมงติดลบค่ะ แต่ชั้ลทำงานเกินไป 3 ชั่วโมง" 

 

นางจึงเขียนในตารางงานให้ +3 ชั่วโมงด้วยลักษณะที่ประชดประชัน และจบด้วยคำพูดที่ว่า 

 

"พอใจแล้วนะ?" 

 

          พอจ๋าเดินกลับไปทำงาน บอสก็เดินไปหาคุณกิตต้าที่สนามเด็กเล่น และบอกคุณกิตต้าว่า 

 

"หล่อนจะเอา 3 ชั่วโมง ชั้ลให้ไปแล้ว ทีหน้าทีหลังบอกหล่อนด้วยว่าให้ไปพบชั้ลทุกๆต้นเดือนเพื่อคุยเรื่องชั่วโมงการทำงาน วันนี้หล่อนทำชั้ลเสียเวลามาก" 

 

         แล้วคุณกิตต้าก็เดินมาหาจ๋า บอกจ๋า และถามจ๋าว่าทำไมสีหน้าไม่ค่อยดี? จ๋าเลยเล่าให้เค้าฟัง  นาทีที่คุณกิตต้าเข้ามากอด น้ำตาไหลเลย มันทะลักออกมาหมด คือความจริงไม่ชอบแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น แต่ ณ จุดๆนั้นทนไม่ไหวแล้ว คุณกิตต้าบอกว่า  

 

"สาวน้อยของชั้ล เดี๋ยวอีกไม่กี่วันเธอก็จะได้ไปเที่ยว ไปพักผ่อนและพบครอบครัวของเธอที่ไทยแล้ว ช่างมันเถอะนะ พักนี้บอสเค้าขี้วีนและไร้เหตุผลมาก ทุกคนเบื่อนางหมดแหละ เธออย่าไปใส่ใจ เธอเห็นมั้ยว่า ศึกยกนี้เธอชนะ เพราะสุดท้ายเค้าก็ต้องให้ชั่วโมงเธอ" 

 

จ๋าเลยตอบกลับว่า

 

"ขอบคุณมากๆค่ะ แต่สำหรับชั้ล ชั้ลอยากได้ความเข้าใจและความรู้สึกที่ดีของสองฝ่ายมากกว่า เพราะเค้าให้ชั้ลทั้งๆที่ไม่เต็มใจ มันไม่สบายใจ ที่ชั้ลยังคงทำงานอยู่ที่นี่และจะขอเรื่องต่อวีซ่าอีก 6 เดือนเพราะมีเธอและนิโคลที่ดีกับชั้ลมาก ถ้าไม่มีเธอสองคนชั้ลคงไม่ขออยู่ต่อและลาออกไปนานแล้ว" 

 

 

          หลังจากวันนั้น จ๋ากับบอสก็ไม่ได้พูดคุยทักทายกันอีกเลย แต่พอหลังจากที่จ๋ากลับมาจากไทย ( กลับไปเที่ยวไทย 3 อาทิตย์ ) และกลับมาทำงานอีกครั้ง ก็ดูเหมือนเค้าจะเข้าสู้โหมดปกติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังไม่ปกติอยู่ดี เพราะในตารางการทำงาน จ๋ามีชั่วโมงเพิ่มเหลือแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้นค่ะ จาก 3 ชั่วโมง.....โอเค เอาที่สบายใจละกัน ! 

 

          นี่ก็คือ 3 ตัวอย่าง เคสของบอส ซึ่งก็ยังมีเรื่องจุกจิกอีกมากมายแต่พอก่อน 

เม้าส์มากไม่ดีนาจาาาาาา 555555+ 

( ไม่ทันละแม๊ะ ! =_= ) 

 

 

       

 

         นอกจากนี้ ผู้ที่ทำงาน FSJ ยังต้องไปเข้าค่าย Seminar ด้วย ซึ่งรายละเอียดของการเข้าค่ายมีดังนี้ 

         ก่อน Seminar ครั้งแรกจะเริ่มขึ้นในช่วงเดือนกันยายน ช่วงเดือนสิงหาคมทุกคนจะได้รับจดหมายเชิญจาก ijgd ให้ไปร่วมงานวันพบปะ สำหรับผู้ที่ทำ FSJ ในเขต Hamburg, Hanover และพื้นที่ใกล้เคียง จะต้องมารวมตัวกันที่ Planten un Blomen เป็นสวนสาธารณะที่อยู่ในตัวเมืองของ Hamburg  ( แต่ละปีอาจจะจัดงานในสถานที่ที่แตกต่างกันออกไป แต่ส่วนมากจัดที่นี่ ) 

 

          วันนั้น....ไม่อยากเชื่อว่าคนจะเยอะมากๆ โดยในใบเชิญเค้าได้ระบุไว้แล้วว่าเราได้อยู่กลุ่มไหน ? ตัวอย่างเช่น กลุ่มจ๋าก็คือ "HH12" โดย 1 กลุ่ม จะมีสมาชิกประมาณ 25-30 คน ซึ่งปีของจ๋ามีทั้งหมด 20 กลุ่ม หรือประมาณ 500-600 คนกันเลยทีเดียว 

 

           เมื่อเราไปถึงก็ต้องไปลงทะเบียน จากนั้นก็ไปนั่งฟังเค้าพูดบลาๆสารพัดการแนะนำองกรณ์และสมาชิก จากนั้นก็จะแนะนำว่าใครเป็นครดูแลกลุ่มเรา และก็จะเรียกให้ไปหาคนๆนั้นตามจุดนัดพบต่างๆเช่น ใต้ต้นไม้ , หน้า Café , หน้าเวที , หน้าลานน้ำพุ เป็นต้น 

 

            พอเราหากลุ่มเราเจอแล้วเราก็จะต้องแนะนำตัว บอกความหมายชื่อของตัวเองให้กับทุกคน ซึ่งวันนั้นเกร็งมากเพราะว่าเราเป็นคนไทยคนเดียว คนอื่นพูดภาษาเยอรมันได้หมดเพราะเป็นเด็กเยอรมันและเป็นเด็กตุรกีที่เกิดในเยอรมัน ( ซึ่งเยอะมาก ) 

 

                จากนั้นก็จะมีกิจกรรมสานสัมพันธ์ เช่นการเล่นบิงโกเพื่อทำความรู้จักกัน , เกมส์สร้างความสามัคคี , ทานของว่าง ก็จะเน้นให้รู้จักสนิทสนมมากยิ่งขึ้น แลกเปลี่ยนความคิด และแสดงความมีน้ำใจต่อกัน เป็นต้น 

 

              ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีได้พบเพื่อนใหม่แต่ก็ยังไม่รู้สึกสนิทสนมเท่าไหร่ แต่สุดท้ายพวกเราก็แลกเบอร์กันและสร้างกลุ่มแชทขึ้นมาใน WhatsApp ซึ่งสำคัญมาก 

สำคัญอย่างไร???

 

             เพราะหลังจากนั้น ก่อน Seminar ครั้งแรกในเดือนกันยายนจะเริ่มขึ้น ก็จะได้รับจดหมายเชิญให้เข้าร่วม Seminar ในจดหมายจะมีรายละเอียดของสถานที่ , รายชื่อ เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ อีเมล์ของสมาชิกในกลุ่ม , สิ่งที่ต้องเตรียม , การเดินทาง เป็นต้น ซึ่งก็จะเป็นแบบนี้ทุกครั้ง และทุกครั้งจะมีระยะเวลา 5 วัน จันทร์-ศุกร์ ไม่ต้องลางาน เพราะการเข้าร่วม Seminar นับเป็นชั่วโมงงานเช่นกันค่ะ

 

               ทุกคนในกลุ่มต้องนัดหมายกันว่าเราจะไปเจอกันที่ไหน กี่โมง พวกเราต้องวางแผนการเดินทางกันเอง ต้องจัดการซื้อตั๋วกันเอง ( ซึ่งนำใบเสร็จไปเรียกเก็บเงินทีหลังได้ที่ ijgd ) สิ่งพวกเนี่ยะ มันทำให้พวกเรารู้จักกันมากขึ้น ซึ่งบอกเลยว่า ช่วงแรกๆเค้าคุยอะไรกันจ๋านี่ต้อง Copy มาแปลใน Google ทั้งวัน !!!! 5555+ ซึ่งคำแสลงเยอะมาก!!!! ไม่เข้าใจเลย 55555+ 

 

                วันแรกของการไป Seminar ในครั้งแรกแอบหดหู่ใจและไม่อยากไปเพราะกลัว ถึงแม้ว่าในแชทจะได้ทำความรู้จักพูดคุยกับทุกคนแล้วก็เถอะนะ แต่กลัวว่าจะไม่มีเพื่อน กลัวว่าจะคุยกับใครไม่รู้เรื่อง กลัวว่าจะไม่มีใครคุยด้วย กลัวว่าจะเป็นภาระของทุกคน กลัวไปหมด 

 

              เกือบจะนอนคนเดียวแล๊วววววว!!!! แต่โชคดีที่มีสองสาวเยอรมันวัย 18 ปีมาชวนไปนอนห้องเดียวกับพวกเค้า ทุกวันนี้ก็ยังคิดว่าเป็นความโชคดีของเราที่ได้รู้จักสองคนนี้และสนิทกับสองคนนี้ที่สุด เพราะพวกเค้าเป็นเพื่อนที่ดีมาก ๆ น่ารักมากๆ และเป็นเด็กที่ดีมากๆ ค่ะ ^^

 

 

        การเข้าค่ายครั้งแรกเน้นหนักๆเลยก็คือการทำงานแบบทีมเวิร์กและการสานความสัมพันธ์ที่แน้นแฟ้นมากยิ่งขึ้น พวกเราต้องมีกลุ่มทำอาหารเย็นด้วยค่ะ ต้องช่วยกันทำความสะอาด เตรียมจัดอาหารเช้า เป็นต้น 

 

 

 

ผัดไทยชุบชีวิต 

 

           ในการเข้าค่ายครั้งแรกจ๋าซื้อวัตถุดิบทำผัดไทยติดตัวไปด้วย ก็หวั่นๆนะว่าพวกนางจะชอบกันมั้ย? สุดท้ายผัดไทย 1 ถาดใหญ่หมดเกลี้ยงภายใน 5 นาที !!!!! 55555+ ( ขนาดวันนั้นรสชาติไม่เข้มข้นพอเพราะซอสไม่พอ ) แต่ก็ปลื้มใจมากกกก เพื่อนๆทุกคนเลยโหวตให้จ๋าเป็น "สุดยอดเชฟ" ของ Seminar ในครั้งนี้ ( ซึ่งครั้งที่ 2 ก็ได้มาครองอีกนะ ฮี่ๆ >< 55555 + ) ทุกคนดูสนิทกับเรามากยิ่งขึ้น ก็เลยสบายใจไปได้อีก 1 ขั้น 

 

           เอาเป็นว่า ถ้าอยากจะเปิดตัวอย่างสง่าและเป็นที่จดจำ เป็นที่รักของเพื่อนๆชาวเยอรมัน อย่าลืมซื้อซอสผัดไทยโลโบ้จากไทยไปเยอะๆนะคะ! 5555+ ที่เยอรมันก็มีขาย แต่ราคาจะแพงกว่าและหาซื้อของโลโบ้ยากนิดนึง ยี่ห้ออื่นก็ไม่อร่อยเท่าโลโบ้นะ ส่วนเส้นจันท์ก็ต้องยี่ห้อของไทย ยี่ห้อเวียดนามหรือจีนไม่เหนียวอร่อยเท่าของไทยเรา เชื่อจ๋าซิ่ ! จ๋าลองมาหมดละ !!! เพราะไม่ว่าจะครอบครัวโฮส , ครอบครัวแฟน , ครอบครัวพ่อเลี้ยง หรือแม้กระทั่งแฟนตัวเอง จ๋าก็มัดใจทุกคนด้วยผัดไทยนี่แหละ !!! 5555+ เป็นการทำอาหารไทยที่ไม่ได้ยุ่งยากนะ แต่ดูสวย ดูมีดีกรี ฝีมือเข้าขั้นนางงามกะทะเหล็กกันเลยทีเดียว 55555+ ดังนั้น....เลือกซอสผิด เลือกเส้นผิด ชีวิตจบนาจา!!! ( โลโบ้ไม่ใช่สปอนเซอร์ นี่มาบอกต่อด้วยใจจริงๆ ) 

 

       

        Seminar ครั้งแรกจบไปด้วยความรู้สึกดีๆ เด็กวัยรุ่นเยอรมันแตกต่างจากเด็กไทยมากๆเวลาไปอบรม พวกเค้ากล้าแสดงออก มีความคิดที่โตเกินวัย มีความรับผิดชอบสูง เลยทำให้อยากให้ครั้ง 2-3 และครั้งต่อๆไป แต่จะมีอยู่ 1 ครั้ง ( ครั้งที่ 4 ) เป็น Seminar ที่เราต้องไปมิกซ์กับกลุ่มอื่นๆ เท่ากับว่า เราจะไม่ได้เจอเพื่อนๆเรา 

 

อ่านต่อตอนที่ 3 

 

Write a comment

Comments: 0