FSJ คืออะไร? ขั้นตอนสมัครทำงานอาสาสมัครที่เยอรมนี

 

 

     สวัสดีค่ะทุกคน ครั้งนี้จ๋าจะมาเล่าประสบการณ์งานที่สองในเยอรมนีของจ๋าให้ทุกคนได้ทราบกัน  เพื่อจะได้เป็นแรงบันดาลใจและความรู้ให้กับหลายๆคนนะคะ เผื่อใครอยากไปเป็นออแพร์ที่เยอรมันแล้วเกิดติดใจอยากอยู่ต่อ จะได้มีแพลนสำรองไว้ อิอิ

 

    ถ้าพร้อมแล้ว.....กรุณาทำตัวให้ว่างค่ะ เพราะมันส์มากกกก และยาวมากกกกก 55555+

 

    สำหรับงานอาสาสมัครที่เยอรมนีมีหลายรูปแบบหลายแขนง หลายประเภทมาก แต่สำหรับงานอาสาสมัครที่จ๋าทำนั้น เรียกสั้นๆว่า FSJ ( เอฟ เอส โยจ ) ค่ะ 

 

    FSJ คืออะไร ? 

    FSJ ย่อมาจากคำว่า Freiwilliges Soziales Jahr ( ไฟรวิลลิเกส โซซิอาเลส ยาร์ ) ยาวมากเลยใช่มะ? งั้นเรียก FSJ กันดีกว่าเน๊าะ! 5555+ 

 

    FSJ คือ การทำงานอาสาสมัครในประเทศเยอรมนีและออสเตรียที่มีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุน มีต้นกำเนิดมาจากคริสตจักรโปรเตสแตนต์และโรมันคาทอลิกในปี 1964 ค่ะ โดยมีอายุการทำงานอย่างน้อย 1 ปี จนถึง 1 ปีครึ่ง ซึ่ง FSJ ในเยอรมนีก็มักจะเป็นที่นิยมของหนุ่มสาวชาวเยอรมันมากๆ โดยเฉพาะใครที่จบมัธยมปลายแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าจะเอาไงกับชีวิตดี ยังหาที่เรียนต่อไม่ได้ หรือไม่ได้ไปเกณฑ์ทหาร ก็จะเลือกทำงานอาสาสมัครเพื่อเรียนรู้ชีวิต และหาประสบการณ์ ดีกว่าปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างน่าเสียดาย 

 

 

   ทำไมจ๋าจึงตัดสินใจทำงานอาสาสมัคร ( FSJ ) ?

   เหตุผลที่จ๋าเลือกทำ FSJ เพราะจ๋าคิดว่ามันเหมาะกับตัวจ๋าหลายอย่าง

 

    อย่างแรกเลยคือ จ๋าอยากทำงานมากกว่าไปนั่งเรียนภาษาในห้องเรียน คือจ๋าเข้าใจดีนะคะว่าถ้าเราไปเรียนภาษาทุกวัน นั่งเรียนทั้งวันมันจะทำให้แกรมม่าและภาษาของเราไปไวขึ้น แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้กับจ๋าค่ะ จ๋าอยากได้ภาษาจากการทำงานมากกว่า จ๋าคิดว่ามันเป็นอะไรที่เรียล !!!! ต้องฟัง พูด สนทนาจริง มันสามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับคลาสเรียน เรียนเสร็จก็ลืมแล้ว กลับถึงบ้านก็ร่างพังละ 5555+ ( อันนี้เป็นเคสของจ๋านะคะ ) 

 

    อย่างที่สองคือ อยากรู้ว่าสังคมการทำงานของคนเยอรมันเป็นอย่างไร อยากเรียนรู้คน อยากได้ประสบการณ์ในส่วนตรงนี้ให้กับชีวิตตัวเอง 

 

   อย่างที่สาม เหตุผลต่อไปคือการทำ FSJ ถึงแม้จะเป็นงานอาสาสมัครแต่ก็มีค่าตอบแทนให้เล็กน้อย แน่นอนว่ามันก็ดี เพราะไม่อยากรบกวนแม่หรือครอบครัว อยากหาเงินเลี้ยงดูตัวเอง มันสบายใจกว่า

ตัวจ๋าเองก็ชอบทำงานที่สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ เวลาเห็นคนอื่นยิ้ม มีความสุขได้เพราะเรา มันก็ทำให้เราพลอยมีความสุขไปด้วย อย่างตอนอยู่ไทยก็เคยเดินทางไปอีสาน ไปทำโรงทานร่วมกับวัดป่า เป็นต้น 

 

    เหตุผลข้อสุดท้ายคือ อยากเรียนรู้ดูใจกับแฟนให้มากขึ้น เพราะตอนเป็นออแพร์เราสามารถใช้เวลาอยู่ด้วยกันแค่เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด คือตรงนี้เป็นความต้องการของเราทั้งสองคน บอกตรงนี้เลยว่า วีซ่า FSJ ของจ๋าได้แฟนเป็นผู้สนับสนุนที่อยู่อาศัยให้ ( รับรองเรื่องที่อยู่อาศัย ) เพราะต้องการมาอยู่ด้วยกันเพื่อที่จะได้เรียนรู้นิสัยใจคอ รวมถึงอะไรหลายๆอย่างก่อนตัดสินใจแต่งงานกันหรือใช้ชีวิตร่วมกันในอนาคต

    แต่ถึงแม้ว่าจ๋าจะไม่ได้มีแฟนเป็นผู้สนับสนุนที่อยู่อาศัยให้ จ๋าก็ยังจะทำ FSJ อยู่ดี เพราะแม่อาศัยอยู่เยอรมันเช่นกันค่ะ แต่อยู่รัฐ Hessen 

 

     ส่วนใครที่ไม่มีญาติอยู่ที่เยอรมันเลย อย่าพึ่งท้อค่ะ รออ่านให้จบก่อน 

 

     สิ่งที่สำคัญมากๆก็คือ ใครที่อยากทำ FSJ ต่อหลังจากจบออแพร์ คุณจะต้องมีวีซ่าเหลืออย่างน้อย 6 เดือนค่ะ ในขณะที่เป็นออแพร์อยู่นะ 

      

     คือตอนที่จ๋าเป็นออแพร์ได้เกือบ 6 เดือน จ๋าก็เริ่มถามตัวเองแล้วว่า....."จะเอาไงต่อกับชีวิต?" ปรึกษาแฟน ปรึกษาโฮส ปรึกษาแม่ ปรึกษาตัวเอง สรุปคำตอบที่ได้มาคือ ยังไม่อยากแต่งงาน , ยังไม่พร้อมเรียนต่อ , ยังไม่อยากกลับไทย ดังนั้นขอทำ FSJ แล้วกัน นี่คือทางเลือกที่ดีที่สุด

 

 

      เริ่มต้นเตรียมเอกสารและดำเนินการ 

     

      1. ก่อนอื่นเราต้องมีโลเคชั่นในใจก่อนค่ะ ต้องวางแผนแล้วว่าเราอยากจะไปอยู่ ไปทำงานที่เมืองไหน ? ตัวอย่าง กรณีของจ๋าแฟนอาศัยอยู่ Hamburg และเค้าต้องการให้เราไปอยู่กับเค้า จ๋าก็เสริ์ชใน Google เลยค่ะว่า "Freiwilliges Soziales Jahr Hamburg" แต่ถ้าใครที่ไม่มีญาติ ไม่มีแฟน ไม่มีคนรับรองที่อยู่ให้ ให้เลือกเมืองที่ค่าครองชีพไม่แพงนะคะ เช่น เมือง Paderborn ที่จ๋าเคยเป็นออแพร์ก็สวยดีค่ะ ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป มีร้านเอเชีย เดินทางสะดวก 

 

      2. พอเราเลือกเมืองได้แล้ว ต่อไปให้เลือกบริษัทเอเจนซี่ที่เราต้องการทำ FSJ ด้วย  เพราะ FSJ จะต้องติดต่อผ่านเอเจนซี่เท่านั้นค่ะ และเอเจนซี่ก็จะโควกับโรงพยาบาล โรงเรียนอนุบาล บ้านพักคนชรา โรงพยาบาลสำหรับผู้พิการ หรือเด็กออทิสติก  คลินิค เป็นต้น เราไม่สามารถไปสมัคร ณ สถานที่ที่เราจะไปทำงานได้โดยตรง  ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆในการสมัคร เลือกมา 3-5 เอเจนซี่ค่ะ จ๋าแนะนำ ijgd เป็นเอเจนซี่ที่เป็น International และดูแลดีมากค่ะ จ๋าก็เป็นเด็กในสังกัดนี้เช่นกัน

    

      3. ส่งประวัติส่วนตัว , จดหมายแนะนำตัวภาษาเยอรมัน และเอกสารอื่นๆประกอบ เช่น สำเนาพาสปอร์ต , สำเนาวีซ่า , สำเนาใบจบการศึกษา , สำเนาใบรับรองระดับภาษาเยอรมัน และ รูปถ่าย ค่ะ ซึ่งส่วนมากสามารถส่งเอกสารการสมัครทั้งหมดผ่านทางเว็บไซต์ของเอเจนซี่ได้เลย 

 

      4. พอเอเจนซี่ติดต่อกลับมา คืออาจจะโทรศัพท์มาหาหรือส่งอีเมล์มาหานะคะ เค้าก็จะบอกเราว่า เค้าตอบรับเราหรือปฏิเสธเรา จ๋าส่งเอกสารการสมัครไปทั้งหมด 3 เอเจนซี่ ตอบกลับมา 2 เอเจนซี่ค่ะ ถ้าเค้าตอบรับเรา ผ่านขั้นตอนแรกไปแล้ว เค้าจะส่งเอกสารรายละเอียดต่างๆมาให้เรา เอกสารที่ว่านี้คือรายละเอียดของสถานที่ที่เราสนใจจะไปทำงาน ว่าชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ต้องการคนแบบไหน มีหน้าที่ทำอะไร มีสวัสดิการพิเศษอะไรให้เพิ่ม ได้เงินเดือนเท่าไร เป็นต้น เราก็เลือกไว้ในใจเลยค่ะว่าสนใจจะไปทำที่ไหน และต้องตัดสินใจแล้วว่าจะตอบรับเอเจนซี่ไหน? เพราะอย่างที่บอกว่ามี 2 เอเจนซี่ติดต่อจ๋ากลับมา แต่จ๋าเลือกเอเจนซี่ที่ชื่อ ijgd เพราะเป็น International และที่สำคัญมีตัวเลือกสถานที่ทำงานให้จ๋ามากกว่า , เอาใจใส่มากกว่า  จ๋าจึงเลือกเอเจนซี่นี้ค่ะ 

 

      5. เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะเป็นคนในสังกัดของ Ijgd ก็เขียนอีเมล์ตอบกลับเค้าไป ในระหว่างนี้ก็เลือกสถานที่ที่อยากจะไปทำงาน ( รายชื่อตัวเลือกในเอกสารที่เอเจนซี่ส่งมาให้เลือก) และส่งประวัติ + เอกสารไปทางอีเมล์ค่ะ จ๋าส่งไป 2 ที่ เป็นโรงเรียนอนุบาลหมดเลยค่ะ และใกล้บ้านแฟนที่สุด 

 

      ** สาเหตุที่จ๋าเลือกทำโรงเรียนอนุบาลเพราะว่าตอนนั้นภาษาเยอรมันของจ๋ายังไม่แข็งแรง และมีประสบการณ์ดูแลเด็กจากการเป็นออแพร์มาแล้ว ในตอนนั้น จ๋าคิดว่าการทำงานกับเด็กเป็นอะไรที่น่าจะสบายใจที่สุดถ้าเทียบกับงานอาสาสมัครด้านอื่นๆ เพราะเด็กบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ภาษาก็ไม่ยาก ที่สำคัญที่เลือกสถานที่ทำงานใกล้บ้านเพราะจะได้ไม่ต้องแหกขี้หูขี้ตาแต่เช้ามืด ไม่ต้องจ่ายค่ารถบัสรายเดือนด้วย ซึ่งก็แพงมากๆ เดือนหนึ่ง 3-4 พันบาท แต่สำหรับใครที่ทำ FSJ จ่ายในราคาพิเศษ เดือนละ 2 พันกว่าบาทค่ะ 

 

      6. จากนั้นทางเอเจนซี่จะนัดวันมาคุยที่บริษัทค่ะ เป็นการแนะนำประวัติของบริษัท , หน้าที่ของพวกเค้าคืออะไร เป็นต้น หลังจากนั้นเค้าจะถามเราว่า เราได้ส่งประวัติ เอกสารไปยังสถานที่ที่เราสนใจจะร่วมทำงานด้วยหรือยัง ? ถ้ายัง...มีอะไรให้ช่วยมั้ย? รวมถึงพูดคุยว่าถ้าทำ FSJ จะอาศัยอยู่กับใคร ? ถ้าต้องอยู่คนเดียว เค้ามีเงินช่วยเหลือค่าที่พักให้เท่าไหร่ ? เป็นต้นค่ะ 

 

      7. ระหว่างนี้รออีเมล์จากโรงเรียนอนุบาลตอบกลับมา ยื่นเอกสารไป 2 ที่ ตอบกลับมา 1 ที่ค่ะ เสียวใส้อยู่เพราะถ้าไม่ผ่านสัมภาษณ์ก็ต้องหาที่ใหม่ 5555+ 

 

     8. โรงเรียนอนุบาลนัดไปสัมภาษณ์ ซึ่งแน่นอนว่าตื่นเต้นมว๊ากกกกกกกกก กอไก้ล้านตัว !!!! เพราะนี่คือการสัมภาษณ์งานภาษาเยอรมันครั้งแรกในชีวิต !!!!! มีเวลาเตรียมตัวอยู่ 1 อาทิตย์ค่ะ แฟนก็เทรนให้ทุกเย็น วิดิโอคอลกันตั้งแต่เย็นยันสี่ทุ่มทุกวัน ท่องไปเถอะ! 55555+ ถาม-ตอบกัน 20-30 คำถาม กันพลาด!!!! พอถึงวันจริงก็ถูกสัมภาษณ์ทั้งภาษาอังกฤษและเยอรมัน ซึ่งก็ผ่านไปได้ด้วยดี 

 

แต่!!!!!!......ยัง ยังไม่จบ!!! 

 

     9. ขั้นตอนต่อไป....ทดลองงาน หลังจากถูกสัมภาษณ์งานไปได้เดือนนึง โรงเรียนอนุบาลก็ยังไม่บอกว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ช่วงนั้นเครียดมาก ชีวิตมาม่ามากกกกกก เหมือนกำลังเดินอยู่บนเส้นด้าย เพราะไม่รู้ว่าจะตกลงเหวหรือไปถึงจุดหมาย สุดท้ายได้รับอีเมลล์ให้ไปทดลองงานครึ่งวัน โล่งอกขึ้นมา 50% 

 

      10. การทดลองงานต้องถึงโรงเรียนอนุบาลตั้งแต่ 9 โมงเช้า จากนั้นก็จะมีคนสาธิตให้เราฟังว่าเราต้องไปทำงานอยู่ฝ่ายไหน ต้องทำอะไรบ้าง รายละเอียดจะไม่ขอเล่าตรงนี้นะคะ ซึ่งการทดลองงานวันนั้นก็มึนตึบแต่ก็สนุกเช่นกันค่ะ เพราะเด็กๆหน้าตาน่ารักมากและพูดไม่หยุดเลย ซึ่งจากการทดลองงานสรุปผ่านค่ะ 

 

     11. ขั้นตอนต่อไปก็คือ การเตรียมเอกสารเพื่อขอวีซ่า ไม่ว่าจะเป็นพาสปาร์ต , เอกสารการเป็นออแพร์ , รูปถ่าย , ใบรับรองภาษาเยอรมัน , เอกสารจากโรงเรียนอนุบาล , เอกสารจากเอเจนซี่ , ใบรับรองว่าไม่เคยก่ออาชญากรรม , ใบรับรองที่อยู่อาศัยว่าจะอาศัยอยู่กับใคร , และต้องไปอบรมสุขลักษณะอนามัยด้วย ( 27 € ประมาณนั้น ) เพราะเราต้องตักอาหารหาร ป้อนอาหารเด็ก แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เข้าใจเพราะเค้าจะดูว่าเรามาจากประเทศอะไร จากนั้นก็มีเอกสารเป็นภาษาแม่ของประเทศนั้นๆแจกให้ ในการเดินเรื่องขอวีซ่าทุกคนไม่ต้องกังวล เอกสารต่างๆมันจะไปตามขั้นตอนค่ะ ซึ่งช่วงนั้นจ๋านั่งรถไป-กลับ ฮัมบรวก-พาเดอร์บอรน เป็นว่าเล่นเลย จะกลับไทยไปเยี่ยมบ้านก็ยังไปไม่ได้ ต้องอยู่ทำเอกสารและรอต่อวีซ่า 

 

      12. พอเอกสารทุกอย่างเรียบร้อยก็ต้องไปที่อำเภอ โดยต้องนัดล่วงหน้าไว้ด้วยนะคะ โฮสเป็นคนไปส่ง จ่ายค่าเสียหายไปทั้งหมด 90 € ค่ะ แต่เก็บใบเสร็จส่งให้เอเจนซี่ได้ ทีแรกเค้าบอกจะช่วย 50 € แต่สรุปช่วยหมดเลย 90 € 5555+ เย้!!!!!! >o< 

ยัง....ยังไม่จบ !!!! TT

 

       13. ต้องรอวีซ่าใหม่ก่อนค่ะ ซึ่งวีซ่าออแพร์ของจ๋าหมดอายุวันที่ 14 สิงหาคม แต่จ๋าต้องการเริ่มงาน FSJ วันที่ 11 กรกฎาคม ดังนั้นทางอำเภอจึงเร่งทางสถานทูตให้ จากปกติต้องใช้เวลา 8 สัปดาห์ แต่ภายใน 3 สัปดาห์จ๋าก็รู้ผลแล้วว่าผ่านและเจ้าหน้าที่ได้เขียนข้อมูลที่สมุดพกออแพร์ไว้ว่า "วีซ่าออแพร์ของนางสาวคนนี้จะหมดอายุวันที่ 11 กรกฎาคม หลังจากนั้นจะอาศัยอยู่เยอรมันด้วยวีซ่า FSJ ซึ่งผ่านการอนุมัติแล้วแต่รอการ์ดวีซ่า" ประมาณนี้ค่ะ 

 

       14. ใช้เวลาทั้งหมดในการดำเนินการ 6 เดือนเต็มๆ!!! ขนาด 6 เดือนก็ยังต้องรอการ์ดวีซ่าใหม่จากทางสถานทูตเลยนะคะ กว่าจะได้สมุดพกอันใหม่และการ์ดวีซ่ามากอดก็ปาไปถึงเดือนสิงหานู่นนน 

 

       15. พอได้สมุดพกอันใหม่ การ์ดวีซ่า ย้ายมาอยู่ซักพักนึง หลังจากนั้นทำเรื่องย้ายที่อยู่ค่ะ ไม่จำเป็นต้องไปอำเภอที่อยู่เก่า ไปอำเภอที่อยู่ใหม่กับเจ้าบ้านได้เลยซึ่งก็คือแฟนของจ๋าเอง อันนี้ก็ต้องนัดกับทางอำเภออีกค่ะและที่ทำงานให้ลากิจได้ครึ่งวันค่ะ

 

 

       ข้อมูลเพิ่มเติม

 

- สำหรับผู้ที่ทำ FSJ ต้องมีอายุไม่เกิน 27 ปี แต่คนที่อายุเกิน 27 ปีจะเป็นอาสาสมัครอีกประเภทนึง 

 

- ผู้ที่เป็น FSJ จะได้รับบัตรประจำตัวและบัตรนี้สามารถใช้เป็นส่วนลดในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งได้ 

 

- ถ้าใครที่แต่งงานกับคนเยอรมันและสามารถทำงานได้ จ๋าแนะนำทำ Mini job หรือ Ausbildung อะไรพวกนี้จะดีกว่า เพราะ FSJ ทำงานจันทร์-ศุกร์ สัปดาห์ละ 38 ชั่วโมงค่ะ ค่าตอบแทน 400€ เองค่ะ บางที่ก็ 600 € ( ไม่ต้องเสียภาษี ) บางที่โหดร้ายมากเงินเดือนพอๆกับออแพร์ แต่ส่วนมาก 400 € ค่ะ มีบวกค่าบ้านมาให้เพิ่มเดือนละ 16 € ในกรณที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ หรือแฟน หรือเพื่อน 

 

- ภายใน 1 ปี จะต้องไป Seminar (อบรม เข้าค่าย) 5 ครั้ง ครั้งละ 5 วัน (ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ยกเว้น Seminar ครั้งที่ 4 ที่อาจจะได้ไปต่างเมืองไกลๆหรือต่างประเทศใกล้ๆ) ส่วน Urlaub หรือวันหยุดพักผ่อน 30 วัน ต่อ 1 ปีค่ะ 

 

- เมื่อทำ FSJ ได้ซัก 7-8 เดือน แล้วต้องการทำต่อ สามารถทำเรื่องขออยู่ต่อได้อีก 6 เดือน นั่นเท่ากับว่า ทำได้สูงสุด 1 ปี 6 เดือน โดยปรึกษากับที่ทำงานและออแกไนซ์ก่อนว่าเค้าโอเคมั้ย? 

 

- ก่อนจบโครงการ FSJ ถ้าภาษาเราโอเค สอบ B1-B2 ผ่านแล้ว และถ้าที่ทำงานต้องการเราอีก หรืออยากร่วมงานกับเราอีก หรือเราอยากเรียนต่อที่นี่ เราสามารถยื่นเรื่องขอทำ Ausbildung ( เอ้าส์บิลดุ้ง ) ได้ค่ะ ซึ่ง Ausbildung ก็คือการเรียนสายอาชีพในเยอรมนี เป็นที่นิยมมากๆ เป็นการเรียนสลับกับการปฏิบัติทำงานจริง ถือเป็นโอกาสที่ดีมาก เพราะปกติคนไทยที่มีโอกาสทำ Ausbildung ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสะใภ้เยอรมันที่ได้วีซ่าแต่งงาน สามารถอยู่ถาวร สอบภาษาเยอรมันผ่านระดับ B1 ขึ้นไป หรือ ผู้ที่มาทำออแพร์ แล้วเปลี่ยนวีซ่าเป็นเรียนภาษา และเด็กไทยที่เติบโตในเยอรมนี เป็นต้นค่ะ ขอวีซ่ามาจากไทยเพื่อทำ Ausbildung ในเยอรมันไม่มี ส่วนมากก็คือวีซ่าเรียนมหาวิทยาลัยนะคะ

 

 

 

อย่าพึ่งเบื่อกันนะคะ ความเข้มข้นจะเริ่มขึ้นเรื่อยๆค่ะ : ) 

อ่านตอนที่ 2 

 

Write a comment

Comments: 0